เมื่อวันที่ 27 มี.ค. นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพจำกัด(มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการแก่ผู้โดยสารเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ ซึ่งยอดการสำรองที่นั่งล่วงหน้าของบริษัทฯ ณวันที่ 16 มี.ค. 2569 สำหรับการเดินทางตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย.2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1% โดยอัตราการจองบัตรโดยสารล่วงหน้าไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย.2569) ลดลง 3% ขณะที่ไตรมาสที่ 3 (ก.ค.-ก.ย.2569) เติบโต 9%

นายพุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2569 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ตั้งเป้าหมายให้บริการเที่ยวบินรวม 4.8 หมื่นเที่ยวบิน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 2% ขนส่งผู้โดยสารประมาณ 4.3 ล้านคน เท่ากับปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราบรรทุกผู้โดยสารประมาณ 80% เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้คาดว่าประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท เท่ากับปีที่ผ่านมา ค่าโดยสารบัตรโดยสารคงที่เฉลี่ย 4,200 บาทต่อเที่ยวบิน อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 2-3 เดือนหลังจากนี้ อาจจะต้องปรับเป้าหมายของปี 2569 อีกครั้ง ส่วนแผนการลงทุนพัฒนาสนามบิน และการรับมอบเครื่องบินใหม่ยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผนงาน

นายพุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุงสนามบินสมุยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 เป็น 11 ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินพร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม 40 จุด โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573  ขณะเดียวกันสนามบินตราดได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยาน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่น อาทิ แอร์บัส A320 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี

ขณะที่แผนรับมอบเครื่องบินใหม่ บริษัทฯ มีแผนสั่งซื้อเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ใหม่ 12 ลำ ซึ่งจะรับมอบ2 ลำแรกในไตรมาส 4 ปีนี้ และทยอยรับมอบไปจนถึงปี 2571 ส่งผลให้ในปีนี้สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส คาดว่าจะมีเครื่องบินประจำฝูงบินประมาณ 24 ลำ ซึ่งฝูงบินปัจจุบันมี 22 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320 จำนวน1 ลำ แอร์บัส A319 จำนวน 11 ลำ และ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ 

นายพุฒิพงศ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกมูลค่า 2.9 แสนล้านบาท สัมปทาน 50 ปีนั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะออกหนังสือเริ่มงาน (NTP) ในวันที่ 3 เม.ย. 2569 โดยการพัฒนาในระยะที่ 1 (เฟสแรก) ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3-4 ปี หรือแล้วเสร็จภายในปี 2572-2573 ทั้งนี้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA)ได้ปรับแผนการก่อสร้างให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฟสแรกเริ่มต้นรองรับผู้โดยสารที่ 3 ล้านคนต่อปี เนื่องจากขณะนี้สนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารประมาณ 3-4 แสนคนต่อปี คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ 6-7 ปี แต่ในระหว่างนั้นหากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 80% ก็จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเฟสต่อไปทันที เริ่มที่ 6 ล้านคนต่อปี 10 ล้านคนต่อปี และ 12 ล้านคนต่อปี 

ขณะที่โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ในเขตอีอีซี มูลค่าลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาทนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หากต้องการใช้พื้นที่เดิม อยู่นอกเขตการบิน แต่ UTA เพียงมองว่าการย้ายพื้นที่มาอยู่บริเวณทางวิ่ง(รันเวย์) น่าจะดีกว่าการอยู่นอกเขตการบิน ไม่ต้องสร้างรันเวย์ หรือทางขับเพิ่มเพราะขั้นตอนเหล่านี้ต้องใช้เวลานาน.