“เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” และแจ้งต่อสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ที่มาร่วมงานว่า สัปดาห์หน้า เป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลหนู 1 หรือรัฐบาลอนุทิน 1 เพราะวันจันทร์ที่ 30 มี.ค. นี้ จะประชุมสรุปกับหน่วยงาน เพื่อให้ยืนยันว่าคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตรวจสอบถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว

จากนั้น ก็จะเร่งดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในเวลาอันควร หากขั้นตอนตามกฎหมายไม่มีปัญหาอะไร เราน่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ภายในสัปดาห์หน้า เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถที่จะไปออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้เกิดความผูกพันต่อรัฐบาลใหม่ ถึงแม้ว่าตัวนายกรัฐมนตรียังเป็นคนเดิม แต่เรามีกฎหมาย มีระเบียบที่จะต้องปฏิบัติตาม
รัฐบาลจะเร่งแถลงนโยบาย เพื่อให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ จะไม่มีคำว่าขอดูงานก่อน ขอทดลองงานก่อน เพราะ ครม. หลายคนในรัฐบาลชุดนี้ก็ทำงานต่อ งานต้องรวดเร็ว การบริหารสถานการณ์ของรัฐบาลในภาพรวม เราเน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และพยุงเศรษฐกิจทั้งระบบผ่านมาตรการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
การมีรัฐบาลใหม่ ดำเนินนโยบายได้เร็วกว่ารักษาการที่ต้องไปขออนุญาต กกต. เราพร้อมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะหารือประธานรัฐสภาให้นัดประชุมสภาให้เร็วที่สุด เมื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะไร้ข้อจำกัดทางกฎหมายในการดูแลด้านนโยบายและงบประมาณต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์

โครงการคนละครึ่งพลัสต้องมาแน่นอน ไม่ว่าสถานการณ์น้ำมันจะมีหรือไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยให้สัญญาไว้กับประชาชน เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่เราต้องดำเนินการ พอรัฐบาลเข้ามาก็จะเร่งดำเนินการผลักดันโครงการนี้ให้ออกมาโดยเร็วที่สุด ย้ำว่าจะไม่มีความผกผัน ผันผวน หรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำมันหรือสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นคนละเรื่องกัน ตรงนั้นเป็นเรื่องของความมั่นคง
โครงการจะพลัส (เพิ่ม) จากที่เคยเติมเงินไว้ จากที่ได้รับรายงานจาก “รมต.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ก็พลัสเพิ่มอยู่แล้วเป็น พลัสเป็นเวอร์ชั่นต่างๆ ขอให้เอกนิติ สรุปให้ชัดเจนอีกครั้ง โครงการนี้อย่างไรก็ต้องให้ ครม. พิจารณา เรายังต้องรอให้กระทรวงการคลังเสนอขึ้นมา แต่ย้ำว่าเกิดขึ้นแน่นอน พลัสมากกว่าเดิมแน่นอน เพราะประชาชนให้ความมั่นใจกับโครงการนี้
รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ได้มีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติของว่าที่รัฐมนตรีใหม่ในรัฐบาล “อนุทิน 2” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เพียงชื่อเดียว พรรคเพื่อไทยจึงได้ส่งรายชื่อมา 3 รายชื่อสำรอง เพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติ คือ นายนิกร โสมกลาง นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ซึ่งผ่านทั้ง 3 คน แต่สุดท้าย เคาะนำรายชื่อ นายนิกร เสนอเป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แทน น.ส.สุดาวรรณ
สำหรับกรณี สส. อยากโชว์ประหยัดงบประมาณ ไม่กินอาหารสวัสดิการเอาข้าวมากินเอง หรือไปซื้อที่โรงอาหาร “ดร.บิล” อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “งบอาหาร สส. : แก้ปลายเหตุ หรือระบบดีนะ?” ตอนหนึ่งว่า สส. จนหลายพรรคนำอาหารมาทานเอง หรือพาเหรดกันลงไปซื้อข้าวร้านในโรงอาหารรัฐสภา หากทำได้ทุกวัน ตลอด 4 ปี ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติระบบยังคงต้องเตรียมอาหารให้ครบตามจำนวนในวันประชุมอยู่ดี งบประมาณจึงยังใช้เท่าเดิม เพิ่มเติมคือ อาหารเหลือ (ค่าอาหารเหมาจ่ายรายปีไปแล้ว)
นี่คือวิธีแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ที่เราคุ้นเคยในการเมืองไทย โดยหลักการ งบอาหารของ สส. อยู่ที่ประมาณ 80 กว่าล้านบาท/ปี แต่การใช้จริงอยู่ที่ราว 50 ล้านบาท ยังไม่รวมงบอาหารกรรมาธิการอีก ปีละ 20 กว่าล้าน ปกติเขาจัดอาหารให้ 3 มื้อ (เช้า-กลางวัน-เย็น) รวมไม่เกิน 1,000 บาท/คน และหากมีการประชุมเกิน 20.00 น. ก็จะเพิ่มเป็น 5 มื้อ คือ มื้อค่ำและมือดึก อีก 250 บาท ใครจะกินหรือไม่กิน เขาก็ต้องจัดเผื่อไว้ เหลือแล้วจะทิ้ง แจก บริจาค ก็ว่ากัน

ดร.บิล ชวนคิดว่า เราจะออกแบบระบบให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ได้หรือไม่ “1. เปลี่ยนจากจัดเลี้ยงรวม เป็นสิทธิรายบุคคล ให้เป็นบัตรวงเงิน (ไม่เกิน 1,000 บาท/วัน) ใช้กับผู้ประกอบการที่หมุนเวียนมาจากทั่วประเทศ ใช้เท่าที่กิน เหลือคืนหลวง เป็นการลดงบประมาณ ลดอาหารเหลือ
2. งบอาหารควรถูกเปิดเผยแบบรายวัน/รายมื้อ ให้สาธารณชนตรวจสอบได้ว่า ใช้จริงเท่าไร เหลือเท่าไร และจัดการอย่างไร 3. ต้นทุนที่สูง ไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว อดีตผู้ประกอบการของรัฐสภาเคยเล่าว่า เขาต้องจ้างแรงงานเฉพาะวันประชุม (สัปดาห์ละ 2 วัน) และต้องยอมรับว่า พฤติกรรมการนำอาหารไปทานนอกห้องอาหารมีอยู่ตลอด มากหรือน้อยแล้วแต่สมัย นอกจากเพิ่มปริมาณอาหารที่ต้องจัดแล้ว ยังเกิดปัญหาภาชนะที่สูญหายเป็นประจำ ผู้ประกอบการก็ต้องคิดราคาสูงให้ครอบคลุม
4. การห้ามนำอาหารออกนอกพื้นที่จึงต้องทำจริง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ มากบารมีแค่ไหน การให้บริการอาหารต้องจบในห้องอาหาร และไม่ขยายอาหารไปถึงห้องทำงาน รวมถึงทีมงาน เพราะในทางคณิตศาสตร์ สส. 500 คน × ทีมงาน 8 คน = 4,000 คน งบหัวละ 1,000 บาท กลายเป็น 9 เท่าโดยไม่รู้ตัว 5. มองให้ใหญ่กว่า 50 ล้านบาท งบส่วนนี้ จะว่ามากก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่หัวใจของปัญหา หากเราจริงจังกับการทุจริต เงินทอนโครงการทั่วประเทศ และการซื้อเสียงตัวเลขที่ประหยัดได้ จากวงเงินงบประมาณแผ่นดิน 3 ล้านล้านบาท จะมากกว่า 50 ล้านบาทนี้หลายเท่าตัว ต้องพร้อมใจกันไม่โกง”

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “สส. ในสภาเขาเป็นอะไรกันครับเนี่ย อาหารที่เตรียมไว้ให้กินดันไม่กิน ดันลงไปซื้อกินที่โรงอาหาร อาหารที่เขาจัดเอาไว้ให้กับ สส. เป็นงบประมาณที่จ่ายไปแล้ว ต่อให้คุณไม่กิน เงินก็จ่ายไปแล้ว อาหารก็ยิ่งเหลือ ประชาชนเขาเรียกร้องให้ปรับลดงบลงมาให้เหมาะสม สมเหตุสมผล ไม่ใช่มาดราม่าบ้าบออะไรแบบนี้ สภาเขาจัดอาหารไว้แล้ว ก็ไปกินครับ รีบกินแล้วรีบกลับเข้าห้องประชุม รีบไปทำงาน แล้วงบประมาณอาหารในปีหน้า ก็ค่อยปรับลดให้เหมาะสม ไม่ใช่มาเล่นขายของแบบนี้”



