เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความใน X ว่า ในเวที “1 เดือนวิกฤติโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ที่รัฐบาลจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. สิ่งสำคัญที่สุด ที่ขาดหายไปจากเวทีดังกล่าวกลับเป็นชื่อหัวข้อของงานว่า ตกลงแล้วประเทศไทยจะมีแผนรับมือวิกฤติครั้งนี้อย่างไร ถึงแม้รัฐบาลจะประกาศเลิกตรึงราคาน้ำมัน แต่ก็ไม่ได้ประกาศชัดเจนว่าจะ “ลอยตัว” หรือไม่ บอกเพียงว่าจะ “ลดอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมัน” ซึ่งยังไม่สามารถคลี่คลายความกังวลของประชาชนและผู้ประกอบการ พรรค ปชน. เห็นว่า รัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะใช้หลักการใดในการปรับราคาน้ำมันในอนาคต เช่น การเพิ่มลดราคาน้ำมันเป็นขั้นบันได ล้อไปกับตลาดโลก แต่ไม่กระชาก โดยใช้กองทุนน้ำมันประคองการทยอยขึ้นของราคา เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกแบบฉับพลัน ดังที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 25 มี.ค. ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร จำเป็นต้องเร่งใช้มาตรการที่รัฐบาลมีในมือ ที่สามารถลดต้นทุนในโครงสร้างราคาน้ำมันต่อ 1 ลิตร (ราคา ณ วันที่ 27 มี.ค. 69) ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ที่คิดเป็นต้นทุน 7.50 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 6.92 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว ภาษีเทศบาล ที่คิดเป็นต้นทุน 0.75 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 0.69 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่คิดเป็นต้นทุน 2.92 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 2.45 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว การเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่คิดเป็นต้นทุน 0.05 บาท ต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัว
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเร่งรัดมาตรการป้องกันการกักตุน นอกจากกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้องรายงานการขาย, ราคา, สต๊อกทุกสิ้นวันแล้ว ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการวิ่งรถขนส่งน้ำมันแบบตามเวลาจริง (real time) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการรายงานและเส้นทางการขายน้ำมัน โดยตรวจสอบข้อมูลที่รายงานในช่วงวิกฤติ เทียบกับข้อมูลการขายน้ำมันในช่วงก่อนวิกฤติ เพื่อหาพฤติการณ์เสี่ยงของการกักตุนน้ำมัน
ในส่วนมาตรการสนับสนุนเพื่อการปรับตัวของประชาชน ถึงแม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย จะยอมรับความผิดพลาดในการบริหารงาน แต่กลับเสนอให้ประชาชน “ประหยัดน้ำมันครอบครัวละ 1 ลิตร” เพื่อแก้ปัญหา โดยไม่ได้มีมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนเลย พรรค ปชน.เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนให้ชัดเจนด้วย อาทิ การขนส่งสาธารณะ ต้องออกมาตรการสนับสนุนผู้ที่พร้อมปรับวิธีการเดินทางไปใช้การขนส่งสาธารณะ เช่น หาจุด “จอดแล้วจร” ที่เป็นของเอกชนแล้วมาเข้าร่วมโครงการ โดยรัฐช่วยสนับสนุนลดค่าจอดรถ ในกลุ่มทำงานที่บ้าน (Work from Home) รัฐต้องออกมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้า-ค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการทำงานที่บ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้กับสถานประกอบการที่จัดระบบ Work from Home ให้กับพนักงาน

พี่น้องครัวเรือนเกษตรกรอาจจะลดการใช้น้ำมันวันละลิตรได้ ถ้ามีโครงการรับแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้น้ำมัน เช่น เครื่องสูบน้ำ มาเป็นเครื่องสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์แทน แรงจูงใจที่มีคือ ส่วนลดเพื่อช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้เร็วขึ้น สำหรับเครื่องจักรขนาดใหญ่ขึ้น เช่น อีแต๋นไฟฟ้า แทรกเตอร์ไฟฟ้า รัฐบาลก็อาจจะสามารถจัดหาระบบเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำมาเป็นการเสริมหนุนให้เกษตรกร หรือผู้ให้บริการทางการเกษตรสามารถลงทุนในเครื่องจักรที่ลดน้ำมันได้ เป็นต้น
สำหรับ SMEs ที่เป็นโรงงานผลิตขนาดเล็ก หรือระบบขนส่งสินค้า หากกระทรวงพลังงานร่วมกับสถาบันการศึกษาทำคูปองตรวจสอบการประหยัดพลังงาน หรือ Energy audit พร้อมเสนอแนะแนวทางในการลดการใช้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับจูนเครื่องจักร การปรับกระบวนการผลิตใหม่ การเปลี่ยนเครื่องจักรบางประเภท พร้อมกับการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุน แบบนี้ SMEs จำนวนมากคงประหยัดได้มาก และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ด้วย เร่งออกนโยบาย ผ่อนเทคโนโลยีประหยัดพลังงานผ่านบิลค่าไฟได้ (On-Bill Financing) เช่น โซลาร์เซลล์, เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟฟ้ารุ่นใหม่, ตู้แช่น้ำเย็นประหยัดไฟฟ้า, เครื่องทำน้ำเย็น (Chiller) ประหยัดพลังงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน และ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ โดยไม่ต้องรอมีเงินก้อน
นายวีระยุทธ ระบุต่อว่า ในส่วนมาตรการด้านปุ๋ยเคมี ไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 500,000 ตัน โดยเป็นปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลมักเลือกใช้เป็นธงนำอย่างโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ในทางปฏิบัติพบว่าช่วยเกษตรกรได้ในวงค่อนข้างจำกัด เช่น ในปีงบประมาณที่ผ่านมา มีการจำหน่ายปุ๋ยธงเขียวราคาพิเศษจำนวน 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งประเทศ 5.6 ล้านตัน จึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ปชน.ขอเสนอให้ 1.กระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาขาย (ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์) ให้เกษตรกร 2. เกษตรกรจะได้ทราบและตรวจสอบกันง่ายๆ ว่า ร้านใดขายเกินราคา และจะได้ดำเนินการทันที และ 3. หากพบให้แจ้งผ่าน LineOA ซึ่งสามารถส่งหลักฐานแสดงป้ายราคา หรือใบเสร็จรับเงิน รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งได้ทันที
นอกจากนี้ รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนมาตรการเป็นการแจกคูปองส่วนลดให้เกษตรกรไปซื้อกันเอง เช่น คูปองลดราคาได้ไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่/ราย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโครงการโดยทั่วกัน พร้อมกับการควบคุมราคาจำหน่ายปุ๋ยตามกลไกที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่
มาตรการในระยะกลาง รัฐบาลควรแนะนำการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสำหรับเกษตรกร เช่น มีบริการการตรวจวิเคราะห์ค่าดินแบบเร่งด่วนฟรี และคำนวณสัดส่วนปุ๋ยผสม/ปู๋ยสูตรสำเร็จด้วยตัวเองในสวนได้ โดยควรมีแรงจูงใจ เช่น ส่วนลดหรือเครดิตการค้าเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ดำเนินการ หากจะส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น รัฐบาลควรผลักดันให้การขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เคมี ทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่านี้ เพราะความลำบากและล่าช้าทำให้ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เลี่ยงไปจดแจ้งว่าเป็นวัสดุปลูก ซึ่งไม่ต้องตรวจค่าอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร ผลที่ตามมาคือ เกษตรกรนำไปใช้แบบไม่ทราบคุณภาพที่แท้จริง และไม่มีการควบคุมคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์อย่างที่ควรจะเป็น
นายวีระยุทธ กล่าวว่า สงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดของคนไทยทั้งในด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่านธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และขนส่ง ปชน.เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อสนับสนุนการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้สะดวกและราบรื่น เตรียมระบบขนส่งสาธารณะให้พร้อม ลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้น้ำมัน เช่น การเพิ่มเที่ยว/ขบวนรถทัวร์ รถไฟ สร้างความมั่นใจในระบบการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ
พร้อมทั้งแสดงข้อมูลสถานะของปริมาณน้ำมันในแต่ละสถานีที่สามารถตรวจแบบเรียลไทม์ได้ทั้งประเทศ ประกาศราคาน้ำมันคงที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อป้องกันความสับสนและความกังวลใจของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ดูแลสาธารณภัยและความปลอดภัยทางถนน จัดเตรียมจุดรับ (หมายถึง ฟรี) และจุดซื้อ (หมายถึง ลดราคา) ของฝากจากเกษตรกร เพื่อระบายผลผลิตที่ยังมีปริมาณผลผลิตส่วนเกิน หรือราคาต่ำ ราคาตกต่ำ โดยมีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ และมีการประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจังหวัดต่างๆ ทั้งสำหรับขาจากเมืองไปบ้าน (เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง) และขากลับจากบ้านกลับมาเมือง (เช่น สินค้าท้องถิ่น) โดยควรจัดจุดรับและจุดซื้อ ทั้งสำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว และขนส่งสาธารณะ



