ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงต้นปี 2569 นอกจากจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังทำให้เป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสยิ่งห่างไกลออกไป

เพียง 14 วันแรกของสงคราม โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าการปล่อยทั้งปีของประเทศอย่างไอซ์แลนด์ และเทียบเท่ากับประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำรวมกันถึง 84 ประเทศ เมื่อ ‘งบประมาณคาร์บอน’ (Carbon Budget) ของโลกเหลือน้อยลง ก็หมายความว่าเวลาที่เราจะหยุดโลกร้อนก็กำลังหมดลงเช่นกัน

คาร์บอนที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันนึกถึงคือ คาร์บอนจำนวนมากไม่ได้มาจากอาวุธโดยตรง แต่เกิดจากความเสียหายรอบข้าง โดยกว่าครึ่งของคาร์บอนที่ถูกปล่อยทั้งหมดมาจากอาคารที่ถูกทำลายกว่า 2 หมื่นแห่ง เพราะอาคารเหล่านี้มีคาร์บอนฝังอยู่ ตั้งแต่ขั้นตอนผลิตวัสดุ เมื่อถูกทำลาย เท่ากับคาร์บอนที่เคยใช้ไปสูญเปล่า และการสร้างใหม่ก็ต้องปล่อยเพิ่มอีก

อีกส่วนมาจากการโจมตีคลังน้ำมัน ทำให้น้ำมันหลายล้านบาร์เรลถูกเผาทิ้ง ก่อให้เกิดควันพิษและปรากฏการณ์ ‘ฝนกรดสีดำ’ ที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ขณะที่การใช้เครื่องบินรบ เช่น เอฟ-35 (F-35) ใช้เชื้อเพลิงมหาศาล เที่ยวบินเพียงครั้งเดียว ปล่อยคาร์บอนใกล้เคียงกับการใช้รถยนต์หนึ่งคันตลอดอายุการใช้งาน

ราคาพลังงานพุ่ง โลกถอยกลับไปพึ่งฟอสซิล

เมื่อสงครามดันราคาน้ำมันให้พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลายประเทศต้องหันกลับไปใช้พลังงานที่ปล่อยคาร์บอนสูง อย่างอินเดียเร่งใช้ถ่านหิน ญี่ปุ่นนำโรงไฟฟ้าเก่ากลับมาเดินเครื่อง ขณะที่ไทยและเวียดนามก็เพิ่มการใช้ถ่านหินเพื่อไม่ให้ค่าไฟพุ่ง สถานการณ์เช่นนี้เรียกว่า ‘การติดกับดักฟอสซิล’ (Fossil Fuel Lock-in) คือยิ่งวิกฤต ยิ่งต้องพึ่งพาพลังงานเดิม ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดช้าลง

สินค้าทุกชิ้น มีคาร์บอนเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

ในด้านการขนส่งทั่วโลก เมื่อเส้นทางเดินเรือหลักไม่ปลอดภัย เรือสินค้าต้องเดินเรือในเส้นทางไกลขึ้น ทำให้ใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นราว 30% ซึ่งผลที่ตามมาคือ สินค้าทุกอย่างตั้งแต่อาหารไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มี ‘คาร์บอนแฝง’ (Embedded Carbon) เพิ่มขึ้น และต้นทุนที่สูงขึ้นก็ถูกส่งต่อมาถึงผู้บริโภค

มั่นคง vs ยั่งยืน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ในภาวะสงคราม ประเด็นเรื่องความยั่งยืนมักถูกลดความสำคัญลง และมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอีกต่อไป ทว่าปัจจุบัน การปล่อยก๊าซจากภาคทหารคิดเป็นประมาณ 5.5% ของทั้งโลก แต่ยังไม่มีการรายงานที่เป็นรูปธรรมในระดับสากล ทำให้ยังตรวจสอบได้ยาก นอกจากนี้การปล่อยคาร์บอนจากสงครามเพียงไม่กี่วัน สามารถลบความพยายามลดคาร์บอนที่ใช้เวลาหลายปีได้อย่างง่ายดาย

ทางเลือกหลังสงคราม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลต่อจากนี้คือช่วง ‘ฟื้นฟูหลังสงคราม’ เพราะหากยังสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานด้วยวิธีเดิมที่ใช้ปูนและเหล็กจำนวนมาก ก็จะยิ่งปล่อยคาร์บอนเพิ่มอีกมหาศาล และอาจสูงกว่าช่วงที่เกิดสงครามด้วยซ้ำ

จึงมีข้อเสนอเรื่อง ‘การฟื้นฟูสีเขียว’ (Green Reconstruction) ที่เน้นใช้วัสดุคาร์บอนต่ำและพลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริง หลายประเทศอาจเลือกวิธีที่สร้างได้เร็วและต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งมักไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายแล้ว ทุกการปะทะคือการเร่งให้โลกเข้าใกล้วิกฤตมากขึ้น และตราบใดที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคทหารยังอยู่นอกสมการ เป้าหมาย Net Zero ที่เราต่างพยายามช่วยกันผลักดันก็อาจไม่มีวันเกิดขึ้นจริง