หลังจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในงวดเดือน พ.ค.- ส.ค. 69 อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ เมื่อเทียบกับงวดปัจจุบันอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง สะสม 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน และกกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ กกพ.ระบุว่า ถ้าอยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งกกพ.มองว่า การตรึงค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว

ล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานคนใหม่ ให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า ทางนโยบาย รัฐบาลยังมี “ช่อง” ในการทบทวนตัวเลขดังกล่าว ผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งสามารถสั่งให้มีการพิจารณาใหม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ

หนึ่ง คือ การ “ชะลอการคืนหนี้” ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทยอยฟื้นตัว แทนที่จะเร่งปรับขึ้นค่าไฟทันที

สอง คือ การบริหารงบลงทุน หรือ “ดึงเงินบางส่วนกลับมา” เช่น วงเงินประมาณ 9,000 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟในงวดใหม่ให้ต่ำลง

นอกจากนี้ ยังสามารถ “ปรับโครงสร้างอัตรา” ให้มีลักษณะขั้นบันไดชัดขึ้น คล้ายภาษี กล่าวคือ ผู้ใช้ไฟน้อยจ่ายถูกลง ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจ่ายแพงขึ้น แต่ยังคงรักษาค่าเฉลี่ยทั้งระบบไว้ในระดับเดิม

มาตรการเหล่านี้ อาจทำให้ตัวเลข 3.88 บาท “เป็นไปได้” ในทางเทคนิค

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่เป็นเพียง “การแก้เฉพาะหน้า” เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นศูนย์กลาง หรือข้อจำกัดในการเปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกซื้อไฟจากผู้ผลิตโดยตรง

ทางออกระยะยาวจึงต้องไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่การเปิดตลาดไฟฟ้า (Direct PPA), การส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน, ระบบ Net Billing ไปจนถึงการบริหารโหลดไฟฟ้าแบบรายชั่วโมง (Demand Response)