เมื่อเวลา 16.10 น. วันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าประธานการประชุม พิจารณาวาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2567 โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายตอนหนึ่งว่า กองทุนนี้เรียกให้เข้าใจว่า กองทุนสวัสดิการของอดีต สส. สว. ตนกล้าพูดเต็มปากว่ากองทุนนี้ยังไงก็ต้องติดลบ ถือว่าเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะพวกเราเสนอเอง พิจารณากฎหมายเอง และผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพวกเราเป็นคนออกระเบียบเอง เป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลพวกเรามากที่สุดในทุกๆ กองทุน กองนี้จริงอยู่หลายคนบอกว่าเป็นกองทุนที่จ่ายเงินสมทบ โดบให้สมาชิกทั้ง สส. สว. จ่ายเดือนละ 3,500 บาท แต่เราจ่ายเงินจำนวนนี้เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ 5 สิทธิ ได้แก่ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) 2.ค่ารักษาพยาบาล/ตรวจร่างกาย ไม่เกิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรเบิกได้ 2 คน 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน และ 5.กรณีถึงแก่กรรม จำนวน200,000บาท

“ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทะลุฟ้าทะลุเพดาน ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากมายขนาดนี้ จนผมรู้สึกว่าเราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไปหรือไม่ อะไรลดได้ลด อะไรตัดได้เราควรจะตัด เพราะมิฉะนั้น วันหนึ่งกองทุนนี้ต้องถังแตก จากรายงานที่มีการชี้แจงมา ปี 66 ติดลบ 19 ล้านบาท ปี 67 ติดลบ 23 ล้านบาท” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพ หรือบำนาญที่มีการปรับเปลี่ยนล่าสุดในปี 67 หากพวกเราเป็น สส. 1 ปี ถ้ามีการยุบสภา ได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิต เริ่มต้นที่ 21,300 บาท จนถึงเพดานสูงสุดที่ 42,700 บาท ตามระยะเวลาการเป็นสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่ 1 เดือน-24 ปี เราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ยิ่งวันนี้พวกเราอายุน้อยๆ กันเยอะ ผ่านไป 1 ปี หากมีการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีวิต เผลอๆ เลี้ยงดูไป 40-50 ปี

ทั้งนี้ในปี 69 ได้ตั้งงบประมาณกองทุนฯไว้ที่ 420 ล้านบาท เราเก็บเดือน 3,500 บาท สส. 500 คน และ สว. 200 คน เดือนหนึ่งได้ประมาณ 2.4 ล้านบาท และถ้า 1 ปี จะได้ 29.4 ล้านบาท ถ้าเทียบกับกองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สัดส่วนการที่เอาเงินของรัฐมาอุดหนุนมันต่างกันมาก ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ รัฐจ่ายร้อยละ 2.5 แต่กองทุนฯของพวกเราปีหนึ่งจ่าย 400-500 ล้านบาท มันต่างกันถึง 13-15 เท่า ซึ่งมันมาก ไม่มีใครทำได้ ยกเว้นพวกเราที่กำหนดเกม และในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นกองทุนที่แบกรับภาระมากที่สุดในประเทศ

“ภายใต้สภาวะแบบนี้ เรา สส. สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีพเชียวหรือ  ผมอยากเรียกร้องให้พวกเราที่มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละสักครั้ง โดยยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมยังพอรับได้ แต่บำนาญที่มันเป็นภาระที่ต้องเอาภาษีประชาชนมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ ผมขอเสนอให้ยกเลิกบำนาญ” นพ.วรงค์ กล่าว