หลังจากเมื่อวาน (7 เม.ย.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้แถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขแลป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มีมติให้ลดราคาค่าการกลั่นดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่นลิตรละ 2 บาท คาดว่า จะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มลดราคาลิตรละ 2.14 บาท (รวมแวต)

กลายเป็นที่สนใจทันทีในแวดวงอุตสาหกรรม และประชาชนว่า ทุกโรงกลั่นจะให้ความร่วมมือหรือไม่ โดยเฉพาะโรงกลั่นต่างประเทศ เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุถึงเบื้องหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นัดแรก ซึ่งมีมติสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหนักว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่ผ่านมาพึ่งพากลไกเดียว คือ การนำราคาอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นตัวตั้ง จากนั้นจึงบวกภาษีและค่าการตลาด โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นตัวปรับสมดุลราคาหน้าสถานีบริการ 

เพิ่มกลไกหน้าโรงกลั่น

แต่ในวิกฤติปัจจุบัน กลไกตลาดโลกเกิดความบิดเบือนอย่างรุนแรง แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นราว 50% แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล กลับพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 300% แตะระดับ 292 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

เพื่อแก้ปัญหานี้ กบง. จึงมีมติให้เพิ่มกลไกใหม่ขึ้นมาขนานกับกองทุนน้ำมันฯ คือ การกำหนดราคา ‘หน้าโรงกลั่น’ โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 (พ.ร.ก. 2516) ซึ่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562 ได้ให้อำนาจ กบง. ในการกำหนดเงื่อนไขและราคาหน้าโรงกลั่นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติได้ การแทรกแซงครั้งนี้จึงเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค

ที่มาทำไมต้อง 2 บาท

สำหรับที่มาของตัวเลข 2 บาทนั้น รมว.พลังงาน อธิบายว่า คณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ทำการตรวจสอบตัวเลขค่าการกลั่น (GRM) ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าสูงผิดปกติทะยานไปถึงเฉลี่ย 7 บาทต่อลิตร เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติย้อนหลัง 5 ปีที่อยู่เพียง 2.4 บาทต่อลิตร

เมื่อชำแหละต้นทุนพบว่า แม้จะมีต้นทุนส่วนเพิ่มในยามสงคราม (War Premium) เช่น ค่าประกันภัยและค่าขนส่งที่แพงขึ้นราว 3 บาทต่อลิตร แต่เมื่อนำไปหักออกจาก 7 บาท โรงกลั่นก็ยังมีค่าการกลั่นสูงถึง 4-5 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 2-3 บาทอยู่ดี 

ราคาหน้าปั๊มลดลิตรละ 2.14 บาท

มติดังกล่าวจะถูกส่งไม้ต่อให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่งจะทำให้ ราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าสถานีบริการ ปรับลดลงทันที 2.14 บาทต่อลิตร (เมื่อรวมกับส่วนลดจากภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยที่รัฐบาลไม่ต้องควักเงินจากกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุดหนุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด

การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท จะกระทบกับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศโดยตรง โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันดีเซลจำหน่ายออกจากโรงกลั่นประมาณ 70-80 ล้านลิตรต่อวัน หรือราว 2,000 ล้านลิตรต่อเดือน การลดราคา 2 บาท จึงเท่ากับรัฐบาลสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้สูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน

รอภาษีลาภลอยไม่ทันแก้เดือดร้อนปะชาชน

วิธีนี้เป็นธรรมที่สุดสำหรับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบในระดับที่เท่าเทียมกันตามปริมาณการขาย เนื่องจากหากรอการออกกฎหมายภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ก็จะไม่ทันกาลต่อความเดือดร้อนของประชาชน หรือหากใช้วิธีขอรับเงินบริจาค ก็อาจเกิดความเหลื่อมล้ำที่บางโรงกลั่นจ่าย แต่บางแห่งไม่ยอมจ่าย

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือข้อเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่จัดเก็บอยู่ 6 บาทต่อลิตร รมว.พลังงาน ชี้แจงอย่างหนักแน่นว่า การลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้ของประเทศ ในเวลาวิกฤติ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า

การยอมหั่นรายได้รัฐลง 1% อาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทที่จะสามารถนำไปช่วยเหลือประชาชนได้ เอกนัฏมองว่า การขอแบ่งกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยจุนเจือเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการสูญเสียรายได้ของรัฐแบบฟรีๆ อีกทั้งการลดภาษีสรรพสามิต เมื่อลดแล้วจะดึงกลับคืนได้ยาก และอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคาในระยะยาว

ยังไม่ไว้ใจสถานการณ์เกาะติดใกล้ชิด

ในมิติของการจัดหาปริมาณน้ำมัน (Supply) รมว.พลังงาน เตือนว่า ไม่ควรไว้วางใจสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ในเดือนเมษายนการนำเข้าน้ำมันดิบจะยังเป็นไปตามแผนและเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ในเดือนพฤษภาคมเริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันดิบจะทำได้ยากลำบากขึ้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

เพื่อลดความเสี่ยง กระทรวงพลังงานมีแผนระยะยาวในการ ลดการพึ่งพิงการนำเข้าและหันมาส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพ ปัจจุบันต้นทุนของเอทานอลและไบโอดีเซลถูกกว่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ราคาแพงหูฉี่ การส่งเสริมการผสมเป็น E20 หรือ B20 จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยังช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทย

ไล่กลับไปอ่านภาษาไทยใหม่ถ้าจะฟ้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าโรงกลั่นน้ำมันของต่างชาติอาจจะยื่นฟ้อง โดยมีคำถามว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่อ้างถึงนั้น มีข้อใด มาตราใด หรือย่อหน้าใด ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือให้อำนาจกระทรวงพลังงานเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาน้ำมัน เอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนว่า “หากอ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ ให้ไปดูคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562” 

หากจำไม่ผิดอยู่ในมาตรา 4 ที่มีทั้งหมด 7 ข้อ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดว่า ด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 3 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น 

“ผมในฐานะประธาน กบง. ก็ใช้อำนาจตามนั้นอย่างชัดเจน เป็นการเขียนไว้ในกฎหมายภาษาไทย ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือจากนี้ และขอยืนยันว่ามีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน”

ทั้งนี้ในระหว่างการหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกับตัวแทนจาก 6 โรงกลั่น วานนี้ มีคำถามว่า มีโรงกลั่นใด ยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมาโต้แย้งหรือไม่ 

น้ำมันทุกหยดโรงกลั่นในไทยต้องลดราคาเท่ากัน

“ในรายละเอียดนั้นคงไม่สามารถพูดไปมากกว่านี้ได้ ทุกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ แม้ในช่วงแรกบางแห่งจะเสนอแนวทาง เช่น การบริจาค แต่ผมได้ชี้แจงชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องของการบริจาค หากแต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน”

ดังนั้น การลดราคาหน้าโรงเท่ากันทุกโรง ทุกหยดน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น จึงเป็นวิธีที่เป็นธรรมที่สุด โดยคำนวณตามปริมาณการขายของแต่ละโรง

ไม่ตอบโรงกลั่นไหนมีปฏิกิริยาสุด

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีคำถามเพิ่มเติมว่าโรงกลั่นที่มีปฏิกิริยา มากที่สุดเป็นของต่างชาติหรือไม่ เรื่องนี้คงต้องให้ผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบ เนื่องจากมีทั้งการหารือร่วมกันและการแยกเจรจากับปลัดกระทรวง

สำหรับประเด็นการขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจ เช่น โรงแยกก๊าซของ ปตท. ยังต้องพิจารณาตามความเหมาะสม เนื่องจากสถานการณ์ก๊าซยังไม่รุนแรงเท่าน้ำมัน โดยประเทศไทยผลิตก๊าซได้ประมาณ 50% และนำเข้าอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งราคายังไม่พุ่งสูงเท่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน แนวทางนี้ไม่ใช่การ ‘ขอรับบริจาค’  

ไม่นิ่งนอนใจสถานการณ์ตะวันออกกลาง แม้ สหรัฐ-อิหร่าน จะหยุดยิง 2 สัปดาห์

นอกจากนี้เราจะส่งทีมสุดซอย นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าทีมสุดซอย ที่เคยทำงานร่วมกันตั้งแต่กระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมร่วมกับกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน เพื่อแก้ปัญหาในทุกมิติ