เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ได้ลงมติญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องการแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ตามที่ 4 พรรคการเมืองเสนอญัตติ ซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นญัตติที่ตกค้างจากการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ส่งข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการอย่างเป็นระบบ และตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีจำนวน 19 คน ระยะเวลาพิจารณาภายใน 60 วัน
เมื่อเวลา 11.15 น. พรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงนายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังที่ประชุมสภา มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นฯ

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขอแสดงความเสียใจต่อกรณีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครดับไฟป่าเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าที่จังหวัดแพร่ หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไป 1 ราย ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ทราบว่ามีอาสาสมัครประจำที่ดับไฟป่าเสียชีวิตทุกปี ซึ่งเรื่องนี้ถ้าหน่วยงานภาครัฐ มีการวางแผนการจัดทำงบประมาน จัดเตรียมกำลังพล อุปกรณ์ป้องกันและสวัสดิการที่ดีเพียงพออาจจะสามารถป้องกันเหตุสูญเสียไม่ให้เกิดขึ้นแบบนี้ทุกปีได้ ขณะเดียวกันจากการลงพื้นที่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ จ.เชียงใหม่ พบว่ากลุ่มเปราะบางและชุมชนยังได้รับผลกระทบ เพราะไม่สามารถปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็นห้องปิดแล้วนำเครื่องปรับอากาศไปตั้งภายในได้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐมีการสนับสนุน ซึ่งเรามีความรู้ในการติดตั้งมุ้งสู้ฝุ่น การทำห้องปลอดฝุ่นที่สามารถลดค่าฝุ่นได้จริง ดังนั้นหากรัฐบาลให้การสนับสนุนจริงจัง หน่วยงานในพื้นที่ทั้ง เทศบาล ท้องถิ่น ตัวแทนประชาชน สส. พร้อมอยู่แล้วที่จะนำทรัพยากรต่างๆ ไปช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางโดยตรง ดังนั้นเราจะนำเรื่องนี้ไปผลักดันต่อใน กมธ.วิสามัญฯ เพื่ออุดช่องว่างและช่องโหว่ต่างๆ รวมถึงผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาดเต็มที่
ด้านนางการดี กล่าวว่า ทุกคนเห็นตรงกันว่าเรื่องอากาศสะอาดควรเป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทย ซึ่งในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่เฉพาะแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคเหนือตอนบนเท่านั้น แต่อยากให้รวมถึงการแก้ไขปัญหาของทั้งประเทศ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้กลายเป็นเพียงปัญหาตามฤดูกาลที่ต้องมาพูดกันซ้ำๆ ซึ่งร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลอย่าปัดตกแล้วไปเริ่มใหม่ แต่ควรผลักดันเข้าสู่วุฒิสภาเพื่อให้มีการแสดงความเห็นกันต่อไป และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด คือไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นเพียงปัญหามลพิษ แต่เรากำลังพูดถึงการเข้าสู่วิกฤติสุขภาพ ความมั่นคงของมนุษย์ และการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับประเทศไทยในอนาคตโดยยึดหลักว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้เห็นเรื่องสุขภาพความมั่นคงของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เป็นเรื่องเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น เพราะเราได้ยินข่าวจากฟากรัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากังวลมาก

นางการดี กล่าวอีกว่า วิกฤติสภาวะภูมิอากาศมลพิษ อยากขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันติดตามไม่ใช่แค่ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 หรือพีเอ็ม 10 แต่ควรลงลึกไปถึงสารพิษที่อยู่ในอากาศขณะนี้ที่จะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวมีอะไรบ้าง อยู่ตรงไหนบ้าง เราขอส่งเสียงของฝ่ายค้านถึงรัฐและทุกคนควรทำความเข้าใจให้ตรงกันได้แล้วว่าจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน การทำงานของรัฐบาลไม่ควรเป็นแค่สมัยประชุมหรือฤดูกาลที่มีวิกฤติ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคำมั่นสัญญาว่าภายในปีไหนเราจะได้สูดอากาศสะอาดตลอดทั้งปี รัฐบาลต้องให้มีการวัดผลที่แท้จริง และให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่การเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องเป็นการแก้ไขเชิงระบบ เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านภาคเกษตร การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน นี่คือองค์รวมที่อยากจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.



