เมื่อเวลา 10.16 น. วันที่ 9 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา  ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม  เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตาม มาตรา162  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายเป็นคนแรกของพรรคฝ่ายค้าน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่า หลังจากฟังท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ตัวท่านเองมีความรู้สึกอย่างไร รู้สึกมีความหวัง เห็นอนาคตตัวเอง ควบคู่กับอนาคตประเทศที่นายกรัฐมนตรีฉายให้เราเห็นหรือไม่ ถ้าไม่เป็นเพราะอะไร การอภิปรายต่อจากนี้เป็นข้อสังเกตถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาล อาจทำให้ทุกคนพอรู้สาเหตุตรงนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหาร เพราะคุมอำนาจเบ็ดเสร็จสภาบน สภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ จัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ แบ่งบูรณาการออกเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่ไม่ใช่บริหารราชการแผ่นดินอย่างที่นายกฯ แถลงไปสักครู่ แต่เป็น 5 คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจ เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน และแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์กันลงตัว ดังนี้ 1.บรรดามุ้งการเมืองต่าง ๆ ที่อดีตเคยอาจสังกัดพรรคอื่น แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา ย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏเด่นชัดว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับ 1 ไม่ได้หมายถึงพรรค สส.มากสุด แต่เป็นพรรคที่มี สส.ย้ายพรรค และชนะการเลือกตั้งมากที่สุด อันดับ 1 การที่ท่านจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่าง ๆ แบบนี้ ทำให้เห็นโฉมหน้า ครม.ที่ยกตัวอย่างบางจังหวัด เช่น บ้านสงขลา ชลบุรี หรือสุพรรณบุรี เป็นต้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า 2.ค้ำจุนรัฐบาลชุดนี้ คือพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลขณะนี้ ที่บอกเต็มปากว่า ยอมขายวิญญาณตัวเอง เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรเลยกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างตัวเลขสมการการเมืองบนหน้ากระดานอยู่แล้ว คงไม่ได้กล่าวหาเกินจริง สมมุติพรรคอันดับ 2 นั้น ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ ไม่ต้องกังวลใจทั้งสิ้น ปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 290 กว่าเสียง เลือกสลับดึงพรรคการเมืองปัจจุบันที่อยู่ฝ่ายค้าน ไปร่วมรัฐบาลได้ทันที เป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียง ก็ยังเป็นเสียงข้างมากได้ ปัญหาของการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ พรรคอันดับ 2 ไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ กับภูมิใจไทย 3.ดุลอำนาจสำคัญที่ได้ทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 2 ในพรรคร่วมฯ อย่างสิ้นเชิง คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ที่ไม่ได้เอ่ย ที่ร่วมในรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีจำนวนเสียงราว 20 เสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะไปร่วมรัฐบาล ในฐานะพรรคอันดับ 2 ที่บอกเช่นนี้ หากปราศจากเสียงเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าออก ดึงพรรคอื่นมาสลับได้ตลอดเวลา

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า 4.สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่อาจได้รับการแต่งตั้งจากพวกเขาเหล่านั้น ล้วนเป็นไพ่โป๊กเกอร์ รัฐบาลที่นำโดยภูมิใจไทย หยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ ใช้คุมเกมก็ได้ คุมเกมจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เป็นหน้าตาอย่างที่เขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามก็ได้ อย่างที่พวกตนโดนอยู่ อย่างคดี 44 สส. ใช้ปกป้องพวกตัวเองก็ได้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา กกต.เพิ่งมีการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.สุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่มีข้อครหามากมาย ยังปกป้องพวกพ้องอะไรได้อีก คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจสำคัญที่พรรคการเมืองอื่นไม่มี และ 5.กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลปัจจุบัน ส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่น ๆ ว่า มาเถอะ อยู่ค่ายนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 และให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทย ในคืนก่อนวันเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงช่วงนี้ ปรากฏว่า นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า การอภิปรายดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการแถลงนโยบาย แต่นายโสภณ  ประธานในที่ประชุม วินิจฉัยว่า เบื้องต้นฟังเรื่องที่นายณัฐพงษ์ ได้เกริ่นขึ้น 5 คลัสเตอร์ ฉะนั้นวินิจฉัยว่า ถ้าพูดแค่นี้ยังฟังได้อยู่ แต่ถ้าลงรายละเอียดกว่านี้ จะเป็นการอภิปรายองค์กรอื่นเขา จะไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ขอให้เข้าประเด็น

นายณัฐพงษ์  อภิปรายต่อว่า กลุ่มคลัสเตอร์นั้น ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ เมื่อเริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ผลประโยชน์ลงตัว การจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัว ไร้เจตจำนงหรือวาระผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นี่คือเหตุผลทำให้เรารู้สึกลึก ๆ เมื่อฟังคำแถลงนโยบายเสร็จ ทำไมถึงไม่รู้สึกว่าพวกเราจะมีอนาคตร่วมกับประเทศ อย่างที่นายกรัฐมนตรีฉายภาพให้เห็นแต่อย่างใด

นายณัฐพงษ์  อภิปรายต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้วางหลักการที่เหมือนท่านเองท่องเป็นคาถา 3 ข้อว่า จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เสมอภาคกัน หลักการนี้ รวมถึงพรรคประชาชน หากได้เป็นรัฐบาลต้องยึดถือปฏิบัติอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินคือ หลักการ 3 ข้อภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชื่ออนุทิน จะนำพาประเทศไปทิศทางใด

“ฟังคำแถลงจบ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ สะท้อนความรู้สึก ไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนเหล่านั้น ไม่เห็นพันธกิจ หรือเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้เลย อะไรคือวาระของประเทศที่แต่ละพรรคตกลงร่วมกันที่ตั้งรัฐบาลชุดนี้ เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ การคุ้มครองสิทธิประชาชนทางการเมือง ไม่เห็นมีการบรรจุในเล่มคำแถลงนโยบายฉบับนี้เลย อยากสอบถามพรรคร่วมฯ เจตจำนงทางการเมืองของท่าน ความเป็นนักประชาธิปไตยของท่านอยู่ตรงไหน ทำไมไม่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้” หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาใหญ่สุดของประเทศอาจไม่ใช่วิกฤติภายนอก แต่คือวิกฤติภายใน เพราะไม่ว่าเจอวิกฤติภายนอกรุมเร้าขนาดไหน ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชน ก็คงพอมีหลักยึดได้บ้าง เช่น วิกฤติน้ำมัน วิกฤติสังคมเครือข่ายทุนเทาสแกมเมอร์ วิกฤติความมั่นคง ความขัดแย้งประเทศเพื่อนบ้าน วิกฤติสิ่งแวดล้อม ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ทุกวิกฤติที่เอ่ยมา เป็นวิกฤติที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศเราทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐปกป้องเสมอมา ไม่เลือกปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกปกป้องคนใกล้ชิดรัฐบาลก่อน ดูตัวอย่างวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้น จากรัฐบาลมั่นคงทางการเมือง ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เขารู้สึกปลอดภัยหรือไม่ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่มีอยู่ จะใช้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศ กำกับดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสม สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชน

“ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จนายกรัฐมนตรีมีในมือ หากทำสิ่งใดจะประสบความสำเร็จ อยู่ที่ความแน่วแน่ และความกล้าหาญทางการเมืองของพวกท่าน นี่คือสิ่งที่ผมและพวกผมมองหาจาก ครม. และนายกรัฐมนตรี สิ่งที่พวกเราต้องการคือรัฐบาลที่เข้าไปทำสิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งถูก ไม่ใช่สิ่งถูกเป็นสิ่งผิด กลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศ ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาวิถีเดิมเพื่อรักษาอำนาจให้คงอยู่ต่อไป รัฐบาลเลือกไม่รักษาระเบียบเดิม แต่เลือกสร้างอนาคตใหม่ให้ประชาชน พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้ววิกฤติรอบด้านประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วการเมืองของประชาชนพวกเราทุกคน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ต่อมา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประท้วงขอให้นายณัฐพงษ์ ถอนคำกล่าวที่พาดพิงถึงพรรคอันดับ 2 ซึ่งทุกคนรู้ว่าหมายถึงพรรคเพื่อไทย ในเรื่องการขายวิญญาณได้หรือไม่ ส่งผลให้ 2 สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คือ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และนายรังสิมันต์ โรม ลุกขึ้นชี้แจง และยืนยันเป็นการกล่าวหา ไม่ใช่การใส่ร้าย

โดยนายโสภณ ประธานในที่ประชุม  วินิจฉัยว่า การใช้คำว่า “ขายวิญญาณ” เป็นการกล่าวร้าย เปลี่ยนคำพูดได้หรือไม่ เหมือนใส่ร้ายเขา เป็นคำร้ายแรงอยู่ ถึงแม้ชี้แจง แต่ประชาชนอยู่ทางบ้าน ไม่รับทราบกระบวนการ ขอให้เปลี่ยนคำพูด ส่งผลให้นายณัฐพงษ์ ยอมเปลี่ยนคำพูดจากคำว่า “ขายวิญญาณ” เป็นคำว่า “ละทิ้งจุดยืนเดิม”  ทำให้นายจุลพันธ์ ลุกขึ้นอีกครั้งแล้วโต้ว่า “หากจะใช้วิธีตอดเล็ก ตอดน้อย ศักดิ์ศรี คุณภาพของพรรคท่านเดินตามนั้น ผมยอม”