เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. ได้เดินทางเข้ารับตำแหน่ง รมว.พม. อย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกประชุมผู้บริหาร พม. จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ประชุมผู้บริหาร พม. หารือ 2 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อน คือ 1.ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ที่ผ่านมาทราบจากปลัด พม. ว่าได้ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำห้องปลอดฝุ่นในสถานสงเคราะห์นำร่องไปแล้วใน จ.เชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง จะขยายผลพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบรองรับมากขึ้น

และ 2.มาตรการรองรับวิกฤติพลังงาน ได้กำหนด 3 แนวทางดำเนินการคือ 1.ข้าราชการเจ้าหน้าที่ พม. ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานบริการกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ให้สามารถทำงานที่บ้าน work from home หรือ work from anywhere โดยใช้เทคโนโลยีติดต่อประสานงาน ตั้งเป้าให้ได้ 70% ในส่วนงานบริการกลุ่มเป้าหมายให้พิจารณาตามความจำเป็นหน้างาน 2.ลดภาระค่าใช้จ่าย โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) จะลดค่าเช่าที่อยู่อาศัยในโครงการ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. พิจารณาปรับลดดอกเบี้ยโครงการบ้านมั่นคง และ 3.การช่วยเหลือด้วยเหลือเงินสงเคราะห์ จะเร่งรัดกระจายไปยังกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนได้รับผลกระทบจากวิกฤติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงนี้ 

นายนิกร กล่าวด้วยว่า ภาพรวมการขับเคลื่อนงาน พม. ที่จะเร่งดำเนินการ คือ 1.สวัสดิการ เรามีกลุ่มเปราะบาง ทั้งกลุ่มเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ 3 กลุ่มนี้อยากจะยกระดับความสามารถให้ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น ซึ่ง พม. ดำเนินการอยู่แล้ว แต่อยากจะผลักดันให้ชัดเจนมากขึ้น ดูเป้าหมายให้ชัดและนำทรัพยากรเข้าไปสนับสนุนให้ถูกจุด เพื่อพัฒนาให้ต่อเนื่องและยั่งยืน และ 2.ที่อยู่อาศัยของกลุ่มเปราะบาง ได้หารือผู้บริหาร พม. ว่า งบประมาณทั้งการปรับปรุงบ้านที่อยู่อาศัย การก่อสร้างทั้งของ กคช. และ พอช. อยากให้ขยายรองรับความต้องการกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น ที่สำคัญรองรับการออกแบบสำหรับทุกคนหรือ Universal Design รวมถึงภาวะโลกร้อน ทั้งนี้หลังสงกรานต์จะมีการสื่อสารนโยบายต่างๆ ไปยัง พม. ส่วนหน้าอีกครั้ง และได้กำหนดเดดไลน์อย่างช้าสุดเดือน ก.ย. สิ้นปีงบประมาณ 2569 จะต้องเห็นผลงานที่ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเราทำงานต้องมีตัวชี้วัด แม้แต่ปลัดและอธิบดีทุกกรมก็ต้องมีตัวชี้วัด ส่วนนโยบายหรือโครงการต่างๆ ที่อดีต รมว.พม. ดำเนินการไว้ดีอยู่แล้วก็จะสานต่อแน่นอน

เมื่อถามถึงการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ นายนิกร กล่าวว่า ต้องยอมรับงบประมาณมีจำกัด แต่โดยส่วนตัวก็อยากให้มีการปรับ แต่จะปรับได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องดูสถานการณ์และสถานะคลังของรัฐบาล เพราะประเทศมีหลายเรื่องที่ต้องดูแล.