กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงยังต้องเตรียมการรับมือและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งอาจจะลอยมาจากพื้นที่ในจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่โดยรอบ รวมทั้งจัดการปัญหาฝุ่นที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เนื่องมาจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ทั้งรถยนต์ โรงงานอุสาหกรรม ไซต์งานก่อสร้าง การลักลอบเผาขยะ เป็นต้น
ชุมชนเมือง เดลินิวส์ พูดคุยกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ถึงแนวทางการรับมือกับฝุ่น PM2.5 และการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันสามารถยุติการเผาในพื้นที่เกษตร เรียกว่า “การเผาในพื้นที่เป็นศูนย์” ได้สำเร็จ

นายชัชชาติ ระบุถึงการเฝ้าระวังฝุ่น PM2.5 จากการเผาในจังหวัดพื้นที่ใกล้เคียงว่า เรื่องการเผาเป็นประเด็นที่ไม่อยากให้มีแต่ก็ห้ามไม่ได้ 100% ดังนั้นในส่วน กทม. ตามหลักการจะพิจารณาเรื่องของทิศทางลมและต้นตอจุดควันเป็นหลัก หากพบต้นตอจุดควันอยู่ในทิศทางลมที่พัดเข้า กทม. จะขอความร่วมมือไม่ให้เผา
“ช่วงที่ลมพัดเข้า กทม. จะต้องห้ามเผา 100% เราพยายามขอเกษตรกรกรในช่วงที่มีลมจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้ากรุง แต่พอเป็นลมใต้แล้วผลกระทบอาจไม่มาก แต่ทั้งนี้อาจไปกระทบกับจังหวัดอื่น ๆ ก็คงต้องดูทิศทางลมและฝุ่นว่าจะไปกระทบกับจังหวัดใด และมีความเข้มข้นมากขนาดไหนด้วย รวมทั้งต้องพิจารณาเรื่องแหล่งกำเนิดฝุ่นด้วยไม่ว่าจะโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์แหล่งเผาและทิศทางลม ตลอดจนการพยากรณ์ต่าง ๆ ซึ่งยังมีเรื่องที่ต้องเห็นใจเกษตรกรที่ไม่มีทางเลือก ราคาพืชผลก็ตกต่ำ ดังนั้น ต้องดูที่ปลายน้ำ หาวิธีเพิ่มรายได้จากผลผลิตให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรได้มีต้นทุนจัดการได้ดีขึ้นจะได้ไม่ต้องเผา ซึ่งส่วนตัวมองว่า พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … เป็นอีกส่วนที่น่าช่วยได้อีกทาง”
ส่วนเรื่องความสำเร็จในการยุติการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมของ กทม. ได้แล้วนั้น นายชัชชาติ ระบุว่า การที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่งดเผาได้ คือเราใช้วิธีโดยให้เครื่องอัดฟางให้ประชาชนใช้ แต่ที่ กทม. ทำได้ง่ายเพราะเรามีพื้นที่นาข้าวประมาณ 1 แสนไร่ อาจจะเทียบกับทั้งประเทศไม่ได้ แต่เราใช้วิธีโฟกัส เจ้าหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจ ให้ยืมใช้เครื่องอัดฟาง เมื่ออัดฟางเป็นก้อนก็ขายได้ราคาดีกว่าไปเผา ก็เป็นต้นทุนที่เกษตรกรคิดว่ามีประโยชน์
“ดังนั้นปัญหาเรื่องฝุ่น จึงเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าเราจะแก้ปัญหาให้ได้ จะต้องเอาเรื่องแรงจูงใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะทำได้ทุกคน ไม่ใช่ว่าเราจะไปโทษเกษตรกรอย่างเดียว หรือเราไปบอกแล้วแต่ไม่ช่วยเหลือเเลยก็ไม่ได้ เพราะเกษตรกรก็ลำบากอยู่แล้ว ส่วนโรงงานอุตสาหกรรม เราก็มีมาตรการเข้มข้นขึ้น สำหรับรถยนต์ที่ปล่อยควันพิษเราก็ยกมาตรฐานควันดำมากขึ้นต้องทำทุกจุด หัวใจคือต้องไปที่แหล่งกำเนิดฝุ่นและจัดการตรงจุดนั้น”

ทั้งนี้ มาตรการลดการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรในกรุงเทพฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 66 จนประสบผลสำเร็จได้ในปี 68 ที่สถิติการเผาในพื้นที่เกษตรเป็นศูนย์ โดยส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อจัดการฟางข้าว โดยมีรถแทรกเตอร์และเครื่องอัดฟางสำหรับให้กลุ่มเกษตรกรยืมใช้จำนวน 3 ชุด ผ่านการบริหารจัดการของสำนักพัฒนาสังคม สนับสนุนการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และผลักดันเกษตรปลอดการเผาในพื้นที่
นอกจากการลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างตรงจุดแล้ว การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยหาแหล่งกำเนิด ที่มาที่ไปของฝุ่นก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้แก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการติดตั้ง “สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง” หรือ Superstation ว่า กทม. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน (Chinese Research Academy of Environmental Sciences: CRAES) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พัฒนาเครื่องมือและองค์ความรู้ด้านการตรวจวัด วิเคราะห์มลพิษทางอากาศ ด้วยการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง (Supersite Air Quality Monitoring Station) ที่ระดับความสูง 15-30 เมตร บนอาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ ด้วยเทคโนโลยีระดับสูง

โดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง “Superstation” นี้ สามารถตรวจวัดพารามิเตอร์ด้านคุณภาพอากาศได้อย่างละเอียด ได้แก่ PM2.5, PM10, NO₂, O₃, CO และ SO₂ พร้อมทั้งวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นละอองแบบเรียลไทม์ ผ่านการตรวจองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น เช่น OC/EC (องค์ประกอบคาร์บอน), BC (Black Carbon) และการวิเคราะห์กลไกการเกิดฝุ่น PM2.5 ทุติยภูมิ (Secondary Formation) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการระบุสาเหตุของมลพิษอากาศในพื้นที่เมือง
นอกจากนี้ ภายในสถานีฯ ยังติดตั้งระบบตรวจวัดการกระจายตัวของฝุ่นในบรรยากาศด้วยเทคนิคแสงเลเซอร์ (LIDAR: Light Detection and Ranging) ซึ่งสามารถตรวจวัดโครงสร้างชั้นบรรยากาศและการสะสมตัวของฝุ่นละอองในแนวดิ่ง ช่วยให้การวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
“Superstation จะเข้ามาช่วยคัดแยกประเภทฝุ่น จะช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่าฝุ่นในกรุงเทพฯ มาจากไหน ซึ่งจะช่วยให้การประสานงานแก้ไขปัญหาระหว่างจังหวัดและระดับประเทศตรงจุดมากขึ้น” นายพรพรหม ระบุ

สุดท้ายการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงต้องเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพราะมีหลายมิติมาเกี่ยวข้อง หากทุกภาคส่วนทุกคนร่วมมือกัน ช่วยกันคนละเล็กน้อย ถึงแม้ปัญหาจะยังไม่หมดไปในเร็ววันนี้ แต่เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าคนรุ่นหลังจะได้เจออากาศที่ดีกว่าปัจจุบันนี้แน่นอน.
ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน



