เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ในฐานะ รมว.แรงงานได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อรัฐสภาถึงทิศทางการขับเคลื่อนกระทรวงที่ดูแลพี่น้องแรงงานไทยกว่า 45 ล้านคน ดังนี้ 1. ลดเงินสมทบประกันสังคม ช่วยเหลือแรงงานในภาวะวิกฤติพลังงานท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ โดยตนได้สั่งการให้เร่งศึกษาแนวทางลดการจ่ายเงินสมทบในส่วนของแรงงาน เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าให้พี่น้องแรงงานมีกำลังซื้อมากขึ้น 2. ยกระดับทักษะแรงงาน “เรียนได้งบ จบได้งาน” โดยขับเคลื่อนนโยบาย Upskill และ Reskill โดยจากนี้ไป การพัฒนาฝีมือแรงงานจะต้องเป็นการฝึกทักษะโดยมีเป้าหมายที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และมีเงินสนับสนุนช่วงฝึกทักษะ เพราะเข้าใจดีว่าการหยุดงานมาเรียนทักษะใหม่คือการสูญเสียโอกาสทางรายได้ เราจำเป็นต้องมีงบหล่อเลี้ยงเพื่อให้พี่น้องพัฒนาฝีมือได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้ ตนยังได้พูดคุยร่วมกันกับ 5 กระทรวงของพรรคเพื่อไทย เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนนโยบายโดยใช้องค์ความรู้จากหลายภาคส่วนเข้ามาผลักดันให้ไทยเคลื่อนสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูง

3. การทำงานต้องโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน กรณีตึก SKYY9 ผมได้ติดตามการสอบสวนอย่างใกล้ชิด โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานคณะกรรมการ หากผลสอบออกมาอย่างไร ต้องเปิดเผยต่อสังคมอย่างชัดเจน การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จะเกิดขึ้นตามกำหนดการเดิมภายในปลายปีนี้แน่นอน โดยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งแต่อย่างใด กรณีแรงงานไทยในต่างประเทศ เราจะสะสางค่าใช้จ่ายแฝงและปราบปรามการทุจริต เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่พี่น้องที่ไปทำงานต่างแดน พร้อมกับการผลักดันกลุ่มแรงงานนอกกฎหมายเข้าสู่ระบบ

4. ค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรม แม้ว่าในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาแทบจะไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ละเลย โดยตนได้สั่งการให้ศึกษาพัฒนาระบบการคำนวณใหม่ ค่าแรงขั้นต่ำที่ยึดโยงกับเงินเฟ้อ GDP และผลิตภาพแรงงาน เพื่อให้การปรับเพิ่มค่าแรงเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 5. ปฏิรูปและเรียกคืนความศรัทธา “กองทุนประกันสังคม” โดยบำนาญสูตร CARE มีความเหมาะสม แต่ยอมรับว่าอาจมีบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหรือเสียประโยชน์บ้าง เราจะสร้างกลไกเยียวยาชดเชยให้กลุ่มที่เสียประโยชน์เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นธรรมกับทุกคนที่สุด

“ผมยึดถือเสมอว่าเงินกองทุนประกันสังคมคือ เงินหยาดเหงื่อแรงงานของผู้ประกันตนทั่วประเทศ ดังนั้น การบริหารจัดการต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ และไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง โดยมุ่งเน้นการลงทุนอย่างมืออาชีพ ส่วนการนำประกันสังคมออกนอกระบบราชการ ผมเห็นด้วยว่าต้องสร้างความคล่องตัวในการลงทุน แต่การตัดสินใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้จะใช้ผลศึกษาปี 2549 ไม่ได้ ผมเห็นว่าต้องมอบหมายให้สถาบันวิชาการที่เป็นกลางเร่งศึกษาใหม่ให้จบใน 3 เดือน เพื่อใช้เป็นหลังพิงในการตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้างเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องแรงงาน” นายจุลพันธ์ กล่าว.