โดยเฉพาะหลายๆ ประเด็น ที่สส.พรรคประชาชนที่ดาหน้าออกมาอภิปรายกึ่งๆซักฟอก คำแถลงของรัฐบาลแบบนันสต็อป เหตุจากความเสี่ยงที่ว่าที่อาจจะเป็นเวทีสุดท้ายที่จะได้ถลกหนังรัฐบาลในเวทีนี้ เพราะมีคดี 44 อดีต สส.พรรรคประชาชนเข้าชื่อแก้ไขมาตรา 112 เข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งศาลชี้ขาด

ผลเลวร้ายสุด คือ มีศาลสั่งตัดสิทธิการเมือง ซึ่งจะเป็นผลให้ “สส.พรรคประชาชน 10 คน” ในตอนนี้ต้องโบกมือลาไปจากสภาแห่งนี้ นี่ยังไม่รวมถึง “คดียุบพรรค”  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับเรื่องร้องเรียนเอาไว้ จากกรณี “บริษัทสเปคเตอร์ซี”

เอาเป็นว่า คำถามเหล่านี้ยังไม่ได้รับคำตอบ….ล่าสุดก็ยังถูกถามซ้ำโดย “กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดังนี้ กรณี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ยังไม่แจงว่ามีนโยบายอย่างไรในการแก้โครงสร้างสัญญาซื้อไฟและก๊าซ LNG ของรัฐ เพื่อลดช่องโหว่ที่เอกชนจะฟันกำไรมหาศาล สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

กรณีต่อมาคือ “นายกฯ” ได้ตรวจสอบ คุณสมบัติ 2 รัฐมนตรีที่มีชื่ออีรุงตุงนังอยู่กับ “นายเบน สมิธ ผู้ต้องหาคดีสแกมเมอร์” หรือไม่ทั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีข้อกังขาเรื่องการซื้อเครื่องบินที่ซื้อต่อจากนายเบน สมิธ เข้าข่ายร่วมฟอกเงินหรือไม่ และ “นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ” ที่มีประเด็นการเอมโอยูกับนายเบน สมิธ การสแกนม่าตา หละหลวมชวน สงสัย

ทั้ง นายสุริยะและนายประเสริฐควรมีโอกาสพิสูจน์ตนเอง แต่วันนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ ดังนั้นการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งทั้งสองท่านเป็นรัฐมนตรี สะท้อนความจริงว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอกับการต่อสู้กระบวนการทุนเทาที่ฝังลึกในสังคมชั้นสูงของไทย การเอาเรื่องกับคนใกล้ตัวคนไทยนี่แหละคือบทพิสูจน์ความจริงใจ

ประเด็นต่อมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ที่ยังพูดไม่อยู่กับร่องกับรอยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาล้งมะพร้าวจีนที่ทำให้ราคามะพร้าวตกต่อ สะท้อนความไม่เข้าใจ

ส่วน “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ประเด็นการลดภาษีสรรพสามิตที่คิดยังต่างกัน โดย นายเอกนิติมองว่าเงินอยู่ในกระเป๋ารัฐบาลดีกว่า ส่วนนายกรณ์มองว่าแบ่งกลับมาให้อยู่ในกระเป๋าประชาชนดีกว่า ฯลฯ

เนี่ยๆ คือคำถามเหล่านี้ จริงๆ รัฐบาลมีโอกาสชี้แจงกลางสภาได้ แต่นายอนุทิน เลือกที่จะทิ้งโอกาสนี้ แล้วการันตีด้วยคำพูดว่า “กลั่นกรองคุณสมบัติรัฐมนตรีด้วยตัวเอง” หากขยายความให้กระจ่าง เพื่อทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยไม่ต้องมีสิ่งเหนี่ยวรั้ง

แต่เมื่อไม่ตอบ สิ่งเหล่านี้ก็เลยกลายเป็นพันธนาการ ที่ประชาชนมองเห็นเป็นเงาดำทับซ้อนในเงาของรัฐบาล ความไว้เนื้อเชื่อใจไม่เต็มร้อย การจะได้รับความร่วมมือก็ยากขึ้นไปอีก… มีเพียง “รัฐบาลอนุทิน” ที่จะปลดพันธนาการนี้.