หน้าแล้งในปี พ.ศ. 2569 นอกจากภาคเกษตรกรรมต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแปรปรวนสุดขั้วในยุค “โลกเดือด”  ยังต้องประสบกับภาวะวิกฤตพลังงาน

 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศเตือนว่าสภาวะ “เอลนีโญ” กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเต็มตัวในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ และคาดว่าจะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2570 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำฝนที่อาจทิ้งช่วงยาวนานและอุณหภูมิที่สูงทำลายสถิติ โดยมีคาดการณ์ว่าอาจพุ่งสูงเกิน 43 องศาเซลเซียสในช่วงกลางปี ทำให้การบริหารจัดการน้ำต้องเป็นไปอย่างรัดกุมที่สุด

ชลประทานน้ำยัน “พอใช้” แต่ห้ามประมาท

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำภาพรวม ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 พบว่าแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 56,708 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 70% ของความจุ โดยเป็นน้ำใช้การได้จริง 32,609 ล้านลูกบาศก์เมตร (58%) แม้ตัวเลขจะดูน่าไว้ววางใจจ แต่หากเจาะลึกรายพื้นที่พบความเหลื่อมล้ำสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่อ่างเก็บน้ำบางแห่ง เช่น คลองสียัด มีน้ำเหลือเพียง 9% จนต้องสั่งลดการระบายน้ำเพื่อการเกษตรทันที

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นหัวใจหลัก 4 เขื่อนหลัก (ภูมิพล, สิริกิติ์, แควน้อย, ป่าสัก) มีปริมาณน้ำใช้การได้จริงรวม 9,505 ล้านลูกบาศก์เมตร (72%) กรมชลประทานจึงมั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรมจนสิ้นฤดูแล้ง โดยวางแผนจัดสรรน้ำทำนาปรังทั่วประเทศรวม 10.02 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.2 ล้านไร่ แบ่งเป็นในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด จำนวน 8.59 ล้านไร่ และลุ่มน้ำแม่กลอง 1.27 ล้านไร่

ภาวะสงคราม น้ำมัน-ปุ๋ย พุ่งกระฉูด

 อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่เกษตรกรไม่ได้เตรียมใจรับคือผลกระทบจาก สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นทันที ราคาน้ำมันดีเซลในไทยขยับขึ้นกว่า 35% จากช่วงก่อนสงคราม กระทบต้นทุนการทำนาปรังในรอบนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากตรงกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้เครื่องจักรกลที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก โดยค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวคิดเป็นสัดส่วนถึง 6% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด

ไม่เพียงแต่น้ำมัน แต่ “วิกฤตปุ๋ย” ยังซ้ำเติมตามมา เนื่องจากไทยนำเข้าปุ๋ยกว่า 6 ล้านตันต่อปี โดยมีวัตถุดิบหลักจากตะวันออกกลาง เมื่อการขนส่งหยุดชะงัก ราคาปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรต่าง ๆ จึงจ่อพุ่งสูงขึ้น 30-40% ภายในเดือนเดียว ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และใกล้เคียงเริ่มประสบปัญหาปุ๋ยขาดตลาดและราคาแพงจนแบกรับไม่ไหว

วิจัยกรุงศรีและศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ฉากทัศน์ความเลวร้ายพบว่า หากราคาน้ำมันดิบโลกแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนรวมในการทำนาจะพุ่งสูงจนกำไรสุทธิต่อไร่อาจลดลงถึง 76% เมื่อเทียบกับสภาวะปกติ เกษตรกรบางรายถึงขั้นต้อง “ทิ้งนา” ที่ข้าวกกำลังเก็บเกี่ยวได้เพราะคำนวณแล้วว่าค่ารถเกี่ยวและค่าขนส่งจะสูงกว่ารายได้จากการขายข้าว

ชาวนาจ.อุทัยธานี ขอหยุดทำนาทั้งหมู่บ้าน

นายรพีรัฐ ถิระการ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 เปิดเผยว่า จากเดิมชาวนาในพื้นที่จะทำนาปีละ 2-3 รุ่น แต่ขณะนี้จำเป็นต้องงดทำนาปรังเกือบทั้งหมด โดยมีพื้นที่รวมกว่า 1,000 ไร่ที่ไม่ได้เพาะปลูก แม้ว่าจะมีน้ำเพียงพอ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากต้นทุนสูงเกินไป โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นค่าปั่นดินที่ปรับขึ้นจากไร่ละ 300 บาท เป็น 400-500 บาท รวมถึงค่ารถดูดน้ำที่เพิ่มจากไร่ละ 500 บาท เป็น 600 บาท และบางพื้นที่ยังต้องให้ชาวนาจัดหาน้ำมันเองเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ราคาปุ๋ย ยา และสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ก็ปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด ทำให้ชาวนาไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ส่งผลให้ต้องหยุดทำการเกษตรชั่วคราว โดยขณะนี้แม้แต่การปลูกผักก็ยังมีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงเมื่อใด โดยในฐานะประชาชนระดับรากหญ้า ก็ทำได้เพียงอดทนและรอความช่วยเหลือจากภาครัฐต่อไป.

พักหนี้-เพิ่มเงินเยียวยา สู้ภัยแล้ง 69

“รัฐบาลอนุทิน”ได้สั่งการเร่งด่วนให้กระทรวงเกษตรฯ ออกมาตรการรองรับ โดยปรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือกกรณีประสบภัยพิบัติปี 2569 เพิ่มขึ้นในอัตราใหม่ เช่น ข้าว ปรับเพิ่มจากไร่ละ 1,340 บาท เป็น 2,240 บาท, พืชไร่พืชผักเพิ่มเป็น 3,180 บาท และไม้ผลเพิ่มเป็น 6,800 บาทต่อไร่ (ไม่เกินรายละ 30 ไร่)

นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย ระยะที่ 2 และ 3 ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยและเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรนำเงินไปลงทุนปรับเปลี่ยนอาชีพ พร้อมมอบหมายให้กรมประมงสนับสนุนน้ำมันดีเซลราคาประหยัด (B20) เพื่อลดต้นทุนการทำประมงในกลุ่มเกษตรกรเปราะบาง

เกษตรอัจฉริยะสู้โลกเดือด

ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตยังมี “ทางรอด” เดียวที่จะทำให้ชาวนาปลี่ยนผ่านสู่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ไม่ได้พึ่งพาน้ำฝน แต่ใช้ “ข้อมูลที่แม่นยำ” มาบริหารจัดการ

  1. การจัดการน้ำด้วย IoT (Internet of Thing)ใช้เซนเซอร์วัดความชื้นในดินเพื่อจ่ายน้ำให้พืช “ถูกที่ ถูกเวลา และถูกปริมาณ” ลดการใช้น้ำเกินจำเป็นได้ 30-50%
  2. เทคนิค “แกล้งข้าว” (AWD): การทำนาเปียกสลับแห้งช่วยประหยัดน้ำได้ 20-40% และลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่เป็นตัวการโลกร้อน ช่วยให้ข้าวไทยเป็นสินค้าคาร์บอนต่ำที่มีราคาสูงในตลาดโลก
  3. อิสรภาพพลังงานด้วยโซลาร์เซลล์: เปลี่ยนจากเครื่องสูบน้ำดีเซลมาใช้ระบบโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนคงที่ และหลุดพ้นจากพันธนาการของราคาน้ำมันโลก
  4. ปรับเปลี่ยนพืช: ส่งเสริมให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยอายุสั้นที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าแทนการทำนาต่อเนื่องในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก