เมื่อวันที่ 14 เม.ย.พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.และ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.สุรพันธ์ มั่นคงดี, พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ปันไชย รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ., พ.ต.ท.เสรี บุญยะรัตน์, พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.4 บก.ปพ. สั่งการ พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ปพ. นำหมายศาล รวม 3 หมาย เข้าอายัดตัว นายณัฐภัทร หรือ “ซอส” อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง รวม 3 หมาย ดังนี้ 1.ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.2001/2567 ลงวันที่ 12 ธ.ค.67 ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ” 2. ศาลอาญา ที่ 2466/2568 ลงวันที่ 22 เม.ย.68 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ” และ 3.ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ที่ จ.444/2568 ลงวันที่ 22 ก.ค.68 ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน หรือสนับสนุนให้ฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง” โดยจับกุมได้ที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำพิเศษธนบุรี ถนนเอกชัย แขวงบางบอนใต้ เขตบางบอน กทม. หลังพ้นโทษคดีเก่าและได้รับการปล่อยตัว
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพทำกันเป็นขบวนการ โดยเริ่มจากการแฝงตัวเข้าไปหาเหยื่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยใช้ชื่ออ้างว่า “ศิริพงษ์ มีเศรษฐี” พร้อมสร้างโปรไฟล์ให้น่าเชื่อถือเลียนแบบนักลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เมื่อเหยื่อเริ่มไว้วางใจ มิจฉาชีพจะใช้วาทศิลป์โน้มน้าวชักชวนให้ร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น พร้อมทั้งแสดงหลักฐานปลอม ทั้งกราฟกำไรและสลิปการโอนเงินเพื่อยืนยันว่าได้รับเงินจริง

จนกระทั่งเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารซึ่งเป็นชื่อของนายณัฐภัทร (ผู้ต้องหา) และบัญชีม้าอื่น ๆ อีกหลายบัญชี เพื่อกระจายเงินออกจากระบบอย่างรวดเร็ว โดยมีเหยื่อรายหนึ่งสูญเงินไปกว่า 800,000 บาท ก่อนจะถูกตัดการติดต่อในที่สุด
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.4 บก.ปพ. ได้ทำการขยายผลจนทราบว่า นายณัฐภัทร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลกำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษธนบุรีและมีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 14 เม.ย. 69 จึงได้ประสานกรมราชทัณฑ์เพื่อวางแผนอายัดตัว ทันทีที่นายณัฐภัทรก้าวพ้นประตูเรือนจำ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวพร้อมหมายจับเข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริงและยังไม่เคยถูกจับกุมในคดีเหล่านี้มาก่อน
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายณัฐภัทร ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเองได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่ชื่อ “เนท” ให้เปิดบัญชีธนาคารให้ทั้งหมด 6 บัญชี เพื่อแลกกับค่าจ้างเพียง 4,000 บาท
นายณัฐภัทร เผยขั้นตอนการทำงานของแก๊งนี้ว่า ตนต้องนั่งรถทัวร์จากสถานีขนส่งหมอชิตไปยัง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จากนั้นจะมีคนมารับข้ามฝั่งไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อทำการสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนในการเปิดบัญชีออนไลน์และทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยใช้เวลาอยู่ที่ฝั่งกัมพูชาประมาณ 3-4 วัน ก่อนจะเดินทางกลับไทย จนกระทั่งมาถูกจับกุมในที่สุด ตรวจสอบประวัติ พบหมายจับติดตัวพัวพันหลายท้องที่
จากการตรวจสอบในระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่านายณัฐภัทรมีหมายจับที่ยังทำงานอยู่ถึง 3 คดีดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานพนักงานสอบสวนในท้องที่อื่นๆ เพื่ออายัดตัวดำเนินคดีให้ครบทุกฐานความผิดต่อไป.



