สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายซิลวาย อดัมส์ ประธานเวิลด์ จูวิช คองเกรส ประจำอิสราเอล กล่าวเมื่อวันอังคาร ณ ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ ในวันรำลึกถึงเหยื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวว่า ขณะนี้ กระแสการต่อต้านชาวยิวกำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินและการจัดตั้งอย่างหนักจากกาตาร์ รวมถึงการส่งเสริมผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ปัจจัยเหล่านี้กำลังก่อให้เเกิดความเสี่ยงต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รอบที่สอง 

อดัมส์ แสดงทรรศนะดังกล่าวระหว่างการแถลงข่าวช่วงก่อนเริ่มขบวน “มาร์ชออฟ เดอะลิฟวิง” ประจำปี ณ พื้นที่ซึ่งเคยเป็นค่ายกักกันมรณะของนาซี ที่ซึ่งชาวยิวมากกว่าหนึ่งล้านคนถูกสังหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

“ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าชั่วชีวิตนี้ของผม เราจะได้เห็นในสิ่งที่เราได้เห็นกันตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม” อดัมส์ ผู้เป็นบุตรชายของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กล่าว โดยอ้างถึงเหตุการณ์สังหารหมู่โดยกลุ่มฮามาสทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อปี 2566 “ผมเคยเชื่อว่าสโลแกนหลังยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ว่า ‘จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก’ (Never Again) นั้น หมายถึงจะไม่เกิดขึ้นอีกจริงๆ แต่ผมคิดผิด”

ผู้นำชาวยิวได้อ้างตัวเลขที่เผยแพร่โดยองค์กรต่อต้านความเกลียดชังและเลือกปฏิบัติต่อชาวยิว (Anti-Defamation League) หรือเอดีแอล แห่งนิวยอร์ก ซึ่งระบุว่า 46% ของผู้ใหญ่ทั่วโลก หรือประมาณ 2,200 ล้านคน มีทัศนคติต่อต้านชาวยิว ในขณะที่ 1 ใน 5 ไม่เคยได้ยินเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวมาก่อนเลย

อดัมส์พุ่งเป้าไปที่รัฐบาลกาตาร์ เพื่อชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์นี้ โดยระบุว่า “กาตาร์และเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ในขณะที่ทำทีเป็นผู้มีพระคุณต่อตัวประกัน แต่กลับเล่นเกมสองหน้าและกำลังปลุกปั่นกระแสต่อต้านยิวที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เขายังตั้งข้อสังเกตว่าประเทศในอ่าวอาหรับซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐแห่งนี้ ได้ให้เงินสนับสนุนกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูดมาอย่างยาวนาน และในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ได้ลงทุนมากกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา เพื่อพยายามสั่นคลอนเสถียรภาพของตะวันตก

“แคมเปญต่อต้านชาวยิวของพวกเขานั้น เป็นเพียงแค่อาหารเรียกน้ำย่อย” เขากล่าว “ส่วนอาหารจานหลักคือชาวตะวันตกทั้งหมดที่พวกเขาปรารถนาจะเปลี่ยนความเชื่อและสยบให้อยู่ใต้อำนาจ”

อดัมส์ยังเรียกติ๊กต็อกซึ่งเขามองว่าเป็น “บริษัทจีน” ว่าเป็น “แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่แพร่เชื้อต้านยิวที่รุนแรงที่สุด” ควบคู่ไปกับการสนับสนุนทั้งทางลับและทางแจ้งของรัฐบาลปักกิ่งต่อกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูดและระบอบการปกครองของอิหร่าน ทั้งนี้เขาได้ชื่นชมรัฐบาลสหรัฐ ที่บังคับให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารบริษัทที่เป็นชาวอเมริกันส่วนใหญ่สำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าวในสหรัฐ ซึ่งมีผู้ใช้งานถึง 200 ล้านคน

“สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ (เอาชวิตซ์) ไม่ได้เริ่มขึ้นที่ห้องรมแก๊ส” อดัมส์กล่าว “มันเริ่มขึ้นจากคำพูด จากการยินยอมและจากการนิ่งเฉย”

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES