วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความ อ. นพ.อาลันณ์ จันท์จารุณี สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้กล่าวถึง “ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย เปรียบเสมือนโรงงานกลางที่คอยควบคุมและจัดการสารอาหาร สร้างโปรตีนที่จำเป็น ผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหาร และกำจัดของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย แต่เมื่อใดก็ตามที่ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังและถูกทำลายอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นพังผืดขึ้นมาแทนที่เนื้อตับดี สภาวะนี้เรียกว่า “โรคตับแข็ง” ซึ่งส่งผลให้การทำงานของตับลดลงอย่างมากและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคตับแข็งเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วยังมีสาเหตุอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับโรคตับแข็งให้มากขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถป้องกันและรู้ทันสัญญาณเตือนของโรคนี้ได้
โรคตับแข็ง (Cirrhosis) คือ ภาวะที่เนื้อตับปกติถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ จากการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน เมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาแทนที่ พังผืดเหล่านี้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในตับและทำให้โครงสร้างของตับผิดเพี้ยนไป เมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื้อตับจะแข็งและขรุขระ ส่งผลให้ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตั้งแต่การผลิตโปรตีน การกรองสารพิษ ไปจนถึงการสร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่าง ๆ ตามมา

โรคตับแข็ง เกิดจากอะไรได้บ้าง ?
แม้ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่รู้จัก แต่โรคตับแข็งยังเกิดได้จากอีกหลายปัจจัย การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
สาเหตุที่พบบ่อย
- การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์เป็นพิษต่อเซลล์ตับโดยตรง การดื่มอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะตับคั่งไขมัน การอักเสบ และนำไปสู่ตับแข็งในที่สุด
- ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของโรคตับแข็งทั่วโลก เชื้อไวรัสเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในตับและก่อให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
- โรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) ภาวะนี้มักพบในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง เมื่อไขมันสะสมในตับมากเกินไปจะนำไปสู่การอักเสบและกลายเป็นตับแข็งได้
สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจพบได้
- โรคทางพันธุกรรม บางโรคทำให้เกิดการสะสมของสารบางอย่างในตับมากผิดปกติ เช่น ภาวะธาตุเหล็กเกิน (Hemochromatosis) หรือภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย (Wilson’s disease)
- โรคของท่อน้ำดี การอุดตันหรือการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี เช่น โรคท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด อาจทำให้น้ำดีคั่งและสร้างความเสียหายแก่เซลล์ตับ
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ในบางกรณี ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจทำงานผิดปกติและหันมาทำลายเซลล์ตับของตัวเอง ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune hepatitis)
- การได้รับยาหรือสารพิษบางชนิด การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานานหรือการสัมผัสกับสารเคมีที่เป็นพิษอาจเป็นอันตรายต่อตับได้
อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าเป็นโรคตับแข็ง ?
ในระยะแรกเริ่มของโรคตับแข็ง ผู้ป่วยอาจจะยังไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นและตับทำงานได้น้อยลง จะเริ่มมีสัญญาณเตือนต่าง ๆ ปรากฏขึ้น ซึ่งควรสังเกตและรีบไปพบแพทย์
อาการเริ่มต้นที่อาจพบได้
- อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการคลื่นไส้ หรือไม่สบายท้อง

อาการเมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) เกิดจากการที่ตับไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบิน (สารสีเหลืองในเลือด) ออกจากร่างกายได้
- ท้องมานและขาบวม เมื่อตับทำงานผิดปกติ ทำให้การสร้างโปรตีนอัลบูมินลดลงและเกิดความดันในหลอดเลือดดำของตับสูงขึ้น ส่งผลให้มีของเหลวรั่วออกมาสะสมในช่องท้องและส่วนล่างของร่างกาย เช่น ขา เท้า หรือข้อเท้า
- ผิวหนังมีปัญหา อาจมีอาการคันตามตัว เกิดจ้ำเลือดหรือรอยช้ำได้ง่ายกว่าปกติ และอาจพบฝ่ามือแดงขึ้นผิดปกติ
- อาการทางสมอง เมื่อตับไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือดได้ สารพิษเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมอง ทำให้เกิดอาการสับสน มึนงง ซึมลง หรือพูดจาไม่ชัดเจน
- เลือดออกง่าย ตับมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เมื่อตับแข็งจึงอาจทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือเลือดกำเดาไหลง่าย
จะป้องกันตัวเองจากโรคตับแข็งได้อย่างไร ?
โรคตับแข็งเป็นโรคที่น่ากลัว แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- หลีกเลี่ยงหรือหยุดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นี่คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกกินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลาหรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อช่วยบำรุงตับ
- ควบคุมน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักและดัชนีมวลกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคตับคั่งไขมัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและควบคุมน้ำหนักได้ดี
การป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
- ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมหรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัย
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ ทั้งยาที่แพทย์สั่งและยาที่ซื้อเอง เพื่อหลีกเลี่ยงยาที่อาจมีผลเสียต่อตับ
- ตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจการทำงานของตับเป็นประจำจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และได้รับการรักษาที่เหมาะสมก่อนที่โรคจะลุกลาม
โรคตับแข็ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุอีกหลากหลายที่สามารถนำไปสู่ภาวะนี้ได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การดูแลสุขภาพโดยรวม การกินอาหารที่ดี การควบคุมน้ำหนัก และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องตับของคุณให้แข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปอีกนาน หากคุณมีอาการที่น่าสงสัยหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำที่ถูกต้อง เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนได้



