เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 69 ที่รัฐสภา นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงเรียกร้องให้ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยงบประมาณที่โยกจากกองทุนดูแลระยะยาวสำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (ลองเทอมแคร์) หลังจากที่มีมติเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 69 ให้โยกงบดังกล่าวไปให้กับหน่วยนวัตกรรมวิถีใหม่ หรือ “นวัตกรรม 7 นางฟ้า” ที่ประกอบด้วยคลินิกเอกชนและร้านยาในระบบบัตรทอง ที่ สปสช. เปิดให้สิทธิบัตรทองใช้รักษาโรงเบื้องต้นตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งพบความเสี่ยงว่าจะขาดทุน ทั้งนี้ตนกังวลว่าหากการโยกงบลองเทอมแคร์ อาจกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะติดเตียง และเสี่ยงว่าจะใช้เงินกองทุนผิดวัตถุประสงค์ได้ ซึ่งจะต้องชี้แจงด้วยว่าการเกลี่ยงบที่ไม่กระทบกับการบริการนั้นคืออะไร 

“ปัจจุบันผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงใน กทม. มีประมาณ 3 หมื่นคน แต่ได้รับบริการตามสิทธิเพียง 3,000 คนเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กทม. ไม่สามารถจ้างนักบริบาลได้ นอกจากนั้นแล้วในต่างจังหวัดพบว่าไม่สามารถจัดหาคนทำงานเต็มเวลาได้ เพราะงานหนักและค่าตอบแทนไม่จูงใจ ได้รับเพียง 5,000-6,000 บาทเท่านั้น ทำให้มีเงินค้างในระบบ และเป็นเหตุให้ บอร์ด สปสช. โยกงบไปให้หน่วยนวัตกรรม ทั้งนี้ผมเป็นห่วงว่าการโยงงบที่เกิดขึ้น อาจทำให้กระทบต่อระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงในระยะยาวได้” นายเอกภพ กล่าว

นายเอกภาพ กล่าวด้วยว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น ตนมองว่าต้องเร่งปฏิรูปทั้งระบบ โดยมีข้อเสนอต่อ กทม. คือ ต้องพัฒนาตลาดแรงงานที่ให้บริการรลองเทอมแคร์ อย่างจริงจัง มีนักบริบาลดูแลผู้ป่วยระยะยาว และต้องมีการฟื้นฟูสมรรรถภาพผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วยติดเตียง โดยให้มีนักกายภาพบำบบัด 1.5 หมื่นคนใน กทม. ทั้งนี้ปัจจุบันผู้ป่วยที่ต้องดูแลระยะยาวมีประมาณ  5 หมื่นคน รวมถึงต้องจัดสวัสดิการและคุ้มครองความปลอดภัย ทั้งนี้อาจใช้การร่วมทุนกับเอกชน ที่เหมือนกับบริษัทกรุงเทพธนาคม เป็นต้น.