วันที่ 15 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังรัฐบาล นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญเจ้าสัว ซีอีโอ และผู้บริหาร ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เข้าพบเพื่อหารือ โดยที่ประชุมมองเห็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ซึ่งภาคเอกชนยืนยันว่าปัจจุบันมีแนวโน้มการย้ายทั้งฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยอย่างชัดเจน รัฐบาลจึงต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านข้อเสนอ 4 เรื่องหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ดังนี้
1.เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำและพลังงานสะอาด
ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนในทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับทั้งภาคการเกษตรและการเป็นฐานการผลิตอาหารโลก โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้ขาดแคลนน้ำในช่วงปลายปี
นอกจากนี้ ต้องเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) หรือ Grid Modernization เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสมัยใหม่รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ทันท่วงที
2.ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี AI
เน้นการต่อยอดจาก Data Center ไปสู่บริการ Cloud Service และการนำ AI มาใช้พัฒนาทักษะคนไทยผ่านการ Reskill และ Upskill เพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
3.สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine)
มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงการต่อยอดจากฐานผลิต Semiconductor ไปสู่การเป็นศูนย์กลางผลิต AI
นอกจากนี้ ภาคธนาคารยังเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) โดยสนับสนุนการควบรวมกิจการเพื่อให้ธุรกิจไทยมีความแข็งแกร่งและใหญ่พอที่จะแข่งขันในระดับนานาชาติได้
“สมาคมธนาคารไทย ระบุว่า จากวิกฤติตะวันออกกลาง อาจได้รับผลกระทบอาจมีคนย้ายเข้ามาอยู่ในภูมิภาคอาเซียน เป็นโอกาสทำให้ภาคการเงินของไทยเข้มแข็งขึ้น แต่ไม่ใช่ควบรวมในภาคการเงินเพียงอย่างเดียว จะมีการควบรวมให้เข้มแข็งขึ้นในหลายธุรกิจ เพื่อผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ ทำให้ธุรกิจเข้มแข็งและใหญ่พอที่จะแข่งขันในภูมิภาคได้”
4.การปลดล็อคอุปสรรคและกฎระเบียบ (Ease of Doing Business)
ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขปัญหาการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินและลำรางสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ BOI Fast Plus ที่ช่วยให้การลงทุนจริงเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมเสนอให้ตั้งศูนย์ปราบปรามการคอร์รัปชันเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ยุทธศาสตร์ 4T และการตั้ง กรอ. ขับเคลื่อนงาน
นายเอกนิติ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “4T” ประกอบด้วย:
- Target: มุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน
- Transition: การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
- Transform: ปฏิรูปทักษะทรัพยากรมนุษย์
- Together: การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ชุดใหม่ เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดแข็งในอาเซียนอีกครั้ง
ห่วงค่าครองชีพ-จี้ดูแล SME
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้แสดงความกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่จะกระทบต่อประชาชนระดับฐานรากและผู้ประกอบการ SME โดยนายเอกนิติย้ำว่า แม้จะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค แต่ต้องมั่นใจว่าผลประโยชน์จะตกสู่ SME และคนไทยอย่างทั่วถึง รวมถึงมีการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคด้วย
ดันโครงสร้างพื้นฐาน “ระนอง-Missing Link”
ในด้านการขนส่ง ภาคเอกชนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เสนอให้เร่งพัฒนาท่าเรือระนอง และเร่งสร้างเส้นทางรถไฟช่วง “Missing Link” ระหว่างชุมพรไประนอง เพื่อเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้และออกสู่ทะเลอันดามัน
สำหรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่นั้น นายเอกนิติ ระบุว่า หัวใจสำคัญคือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยรัฐจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลและอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ขณะที่เอกชนพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการลงเม็ดเงินลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต



