นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน สิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและการปกป้องสุขภาพของประชาชนไปพร้อมกัน ซึ่งได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินต่อเนื่องกว่า 400 เที่ยวบิน เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศและลดความหนาแน่นของฝุ่นละอองในภาคเหนือ อีกทั้ง พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กบนพื้นที่สูงและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 1,000 แห่ง ใน 507 ชุมชน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและรองรับพื้นที่ทำการเกษตรในชุมชน ขณะเดียวกัน ได้สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเปลี่ยนตอซังหรือวัสดุทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์ เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้เป็นรายได้แทนการเผาทิ้ง ซึ่งถือเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนในมิติสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน
“ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรให้งดการเผาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด โดยขอให้พี่น้องเกษตรกรเข้าใจถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันงดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งหากตรวจพบการฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดมลพิษในวงกว้าง ทางภาครัฐมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายและอาจต้องระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการสนับสนุนต่าง ๆ เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้เกียรติแก่เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเรามุ่งหวังที่จะเปลี่ยนให้ทุกคนมาเป็นพลังสำคัญในการดูแลพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้ลูกหลานชาวเชียงใหม่”
อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้การเผาไปสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การปลูกผักในโรงเรือน กาแฟ และไม้ผลเมืองหนาวตามศักยภาพพื้นที่ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 Free เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ตลาดสีเขียว (Green Market) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาอีกต่อไป ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อปฏิบัติการฝนหลวงและดัดแปรสภาพอากาศในช่วงวิกฤตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ อีกทั้งยังสร้างกลไกสนับสนุนรายได้จากการดูแลระบบนิเวศ (Eco-system Services) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำกว่า 5 แสนไร่ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรและการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการใช้ฐานข้อมูลรายแปลงและระบบวิเคราะห์จุดความร้อน เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนในการชี้เป้าและป้องกันเหตุอย่างตรงจุด เพื่อเปลี่ยนให้สินค้าเกษตรจากเชียงใหม่เป็นสินค้าสีเขียวที่มีมาตรฐานการผลิตระดับสูงและสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว



