นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ยืนยันว่า หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจ จะไม่กระทบต่อการจัดอันดับเครดิตประเทศ เพราะโจทย์สำคัญของบริษัทเรตติ้งที่มองไทย คือดูว่าการกู้เงินไปเพื่อทำอะไร ซึ่งนโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่า หากกู้แล้วจะต้องมียุทธศาสตร์ใช้เงินให้คุ้มค่า โดยเน้นใช้เงินไปที่กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็น เช่น กลุ่มเปราะบางในสังคม รวมถึงใช้เงินช่วยให้คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจให้สามารถปรับตัวได้ ตลอดจนนำไปใช้เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงใช้ทรัพยากรทุกอย่างและทุกภาคส่วนเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกัน

“จะกู้หรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับกู้ไปทำอะไร ส่วนจะมีการออกกฎหมายเพื่อกู้เงินดังกล่าว จะออกเป็นในรูป พ.ร.ก. หรือไม่นั้น กำลังให้ฝ่ายกฎหมายไปศึกษา โดยดูว่ารัฐธรรมนูญกำหนดในเรื่องนี้อย่างไรได้”

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของจีดีพีนั้น ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ 66% และยังมีช่องว่างเหลืออยู่ 4% คิดเป็นวงเงิน 8 แสนล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลออกกฎหมายกู้เงินเพิ่มเติมไม่ถึง 8 แสนล้านบาท ก็ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยระดับหนี้สาธารณะของไทยที่ 66% ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรปที่หนี้สูงกว่า 100% ของจีดีพี ขณะที่เทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงกว่าในอาเซียน

“นอกเหนือจากแนวคิดการกู้เงินดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังอยู่ระหว่างปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายปี 69 ในส่วนที่ยังไม่ได้ทำสัญญาผูกพัน โดยจะออก พ.ร.บ.โอนงบเหล่านั้นมาไว้เป็นงบกลางเพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 70 ว่าจะสามารถตัดงบส่วนใดเพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อน”