ในภูมิทัศน์การเมืองระหว่างประเทศยุคปัจจุบัน ชื่อของ นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเพราะแวนซ์คือหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ของพรรครีพับลิกัน แต่เพราะบทบาทของเขาต่อวิกฤติการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเจรจาหรือท่าทีต่ออิหร่าน” กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า แวนซ์ วัย 41 ปี พร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำโลกในอนาคตหรือไม่


แวนซ์สร้างชื่อเสียงทางการเมืองขึ้นมา จากแนวคิดประชานิยมขวาจัดและการยึดมั่นในนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งเน้นย้ำการลดการพึ่งพิงต่างประเทศและการหลีกเลี่ยงสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดรอบใหม่กับอิหร่าน ท่าทีที่เคยเป็นแนวคิดแบบโดดเดี่ยวตัวเองของแวนซ์ จำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทโลก


สำหรับแวนซ์ วิกฤติการณ์อิหร่านไม่ใช่แค่ปัญหาความมั่นคง แต่มันคือ “โอกาสทองทางการเมือง” ในการแสดงให้ฐานเสียงเห็นว่า เขาสามารถเป็นผู้ควบคุมเกมการทูตที่แข็งกร้าวแต่ชาญฉลาดได้ การเจรจาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกดดันผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด หรือการเปิดช่องทางลับเพื่อควบคุมไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จะเป็นเวทีหลักที่แวนซ์ใช้สร้างความน่าเชื่อถือในฐานะ “รัฐบุรุษ” ด้านนโยบายต่างประเทศ


สิ่งที่เป็นความท้าทายที่สุดของแวนซ์คือ การก้าวข้ามร่มเงาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ในการขับเคลื่อนนโยบายต่ออิหร่านอย่างมีกลยุทธ์ ซึ่งจะช่วยให้แวนซ์พิสูจน์ตัวเองได้ว่า เขามีวิสัยทัศน์ที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

นายเจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ นายสตีฟ วิตต์คอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทำเนียบขาว และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างรอพบกับผู้แทนของปากีสถาน ที่รีสอร์ทริมทะเลสาบลูเซิร์น ในเมืองลูเซิร์น สวิตเซอร์แลนด์


ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของความสมดุลระหว่างความเด็ดขาดกับการทูต ซึ่งแวนซ์ต้องแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถส่งสัญญาณข่มขู่ทางทหารต่ออิหร่านเพื่อปกป้องพันธมิตรอย่างอิสราเอล ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะใช้การเจรจาเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐ ต้องถลำลึกเข้าสู่สงครามขนาดใหญ่ ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของฐานเสียงเขา


หากแวนซ์สามารถแสดงบทบาทนำในการคลี่คลายหรือควบคุมวิกฤติอิหร่านได้โดยไม่สูญเสียผลประโยชน์ของสหรัฐ เขาจะได้รับการยอมรับจากทั้งกลุ่มอนุรักษนิยมดั้งเดิม และกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรครีพับลิกัน


“ความสำเร็จในนโยบายต่างประเทศ ไม่ได้วัดกันที่การเริ่มสงคราม แต่วัดกันที่ความสามารถในการใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็งเพื่อรักษาเสถียรภาพโดยที่อเมริกาไม่ต้องจ่ายราคาแพง” หากแวนซ์สามารถบริหารจัดการประเด็นอิหร่านได้อย่างราบรื่น สามารถลดภัยคุกคามนิวเคลียร์และจำกัดอิทธิพลของกลุ่มตัวแทนของอิหร่านได้สำเร็จ เรื่องนี้จะเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ที่ส่งให้เขาเป็นตัวเต็งแถวหน้าของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในอนาคต


ในทางกลับกัน หากนโยบายผิดพลาด เรื่องนี้จะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง หรือทำให้อเมริกาดูล้มเหลวในสายตาพันธมิตร อนาคตทางการเมืองของแวนซ์ก็อาจสะดุดลงทันที


กล่าวได้ว่า อิหร่านอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่โจทย์ความมั่นคงของโลก แต่เป็น “เครื่องมือหล่อหลอม” เส้นทางและบารมีทางการเมืองของแวนซ์ ว่าเขาจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลระดับโลกในทศวรรษหน้าได้หรือไม่.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS