นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ครั้งที่ 3/2569 ว่า ราคาขายปลีกน้ำมันปาล์มขวด ขนาด 1 ลิตร มีผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดขออนุญาตปรับขึ้นราคาแล้ว 1-2 ราย โดยปรับขึ้นขวดละ 1-2 บาท จากที่ขอปรับราคามา 4 ราย ซึ่งบางรายขอปรับขึ้นราคามากกว่า 50 บาทต่อขวด
“เมื่อเร็วๆ นี้ กรมเพิ่งอนุมัติให้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวด 1 ราย ปรับขึ้นราคาได้ขวด (ลิตร) ละ 1-2 บาท ตามต้นทุนที่สูงขึ้น จากที่ทำเรื่องขอปรับขึ้นราคามายังกรมทั้งหมด 4 ราย ส่งผลให้ราคาปาล์มขวดของรายที่อนุมัติให้ปรับขึ้น อยู่ที่ขวดละ 47-49 บาท ส่วนบางรายที่ยังไม่ได้อนุมัติให้ปรับขึ้น เพราะอยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลโครงสร้างต้นทุน และเจรจาต่อรอง ให้ทยอยปรับขึ้นราคาทีละน้อย เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนมากเกินไป เนื่องจากขอปรับขึ้นมาเกินขวดละ 50 บาท ขณะที่สินค้าอื่นๆ ที่ขอปรับขึ้นราคามา ทั้งสบู่ แชมพู อยู่ระหว่างการพิจารณาโครงสร้างต้นทุนเช่นกัน”
นอกจากนี้ ได้หารือถึงสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลมีแนวคิดเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงาน โดยปรับสูตรไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และ B20 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานภายในประเทศ
เมื่อความต้องการในภาคพลังงานเพิ่มสูงขึ้น จึงเกิดความกังวลต่อสัดส่วนการส่งออก ส่งผลให้มีการกำหนดมาตรการให้การส่งออกน้ำมันปาล์มต้องขออนุญาตล่วงหน้า ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการระงับการส่งออก แต่เป็นเพียงกลไกในการติดตามข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมาไม่พบอุปสรรคในการส่งออก
ซึ่งตัวเลขล่าสุด มีการใช้ผลผลิตปาล์มจาก 70,000 ตันต่อเดือน เพิ่มเป็น 100,000 ตันต่อเดือน ส่วนการส่งออกปกติช่วงเดือนเมษายนจะอยู่ที่ 1.3 แสนตัน ขณะนี้ มีผู้ส่งออกขอยื่นส่งออกแล้ว 90,000 ตัน ขณะที่ สต๊อกน้ำมันปาล์มล่าสุด (20 เม.ย. 69) อยู่ที่ 2.9 แสนตัน
ยืนยันว่า ผลผลิตปาล์มมีเพียงพอใช้ในประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และการบริโภคในประเทศ ขณะที่ ข้อมูลผลผลิตปาล์มจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมินผลผลิตปาล์มภาพรวมลดลงจากสภาพอากาศ โดยเดือนมีนาคม มีผลผลิต 1.88 ล้านตัน เมษายน 2.24 ล้านตัน และพฤษภาคม 2.5 ล้านตัน
ส่วนความกังวลของเกษตรกรหลังราคาปรับตัวลดลงสำหรับราคาปาล์ม ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 แหล่งผลิตสำคัญ 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มอยู่ 18% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 6.60-7.20 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดมาเลเซีย ที่เคยปรับตัวสูงถึงกว่า 39 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 36-36.4 บาทต่อ กก. ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างราคาภายในประเทศ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศมีความผันผวนสูง โดยเคยมีการใช้สูงสุดถึงประมาณ 90 ล้านลิตรต่อวัน ก่อนจะลดลงเหลือเพียงราว 20 ล้านลิตรต่อวันในบางช่วง ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงสกัดมีการปรับแผนการรับซื้อวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาปาล์มยังได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะตลาดโลกและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทยและกรรมการในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม เปิดเผยว่า ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าแรง ปุ๋ย น้ำมัน และค่าขนส่ง ปัจจุบันต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 7-8 บาท/กก. ขณะที่ราคาที่ได้รับซื้อ กลับไม่สอดคล้องกับต้นทุน โดยในบางพื้นที่ เช่น ภาคกลาง เกษตรกรขายผลปาล์มได้เพียงประมาณ 6 บาทต่อกิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (22 เม.ย. 69) เกษตรกรปาล์ม จะเดินทางมายื่นหนังสือต่อนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการกำหนดราคารับซื้อของโรงงาน ซึ่งมีการปรับลดราคาลงอย่างต่อเนื่องวันละ 20-40 สตางค์ ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรมในระบบ
พร้อมขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน เข้าไปตรวจสอบกลไกการกำหนดราคาและการรับซื้อของโรงงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และไม่ให้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระจากความผันผวนของตลาดเพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ หากเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในท้องถิ่น และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากในภาพรวมต่อไป
ขณะที่ นางสาวสุทัศษา สังข์สำราญ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ขณะนี้มีแผนเพิ่มสถานีบริการน้ำมันที่ให้บริการ B20 อยู่ 100 สถานีบริการ มีการตั้งเป้าให้ถึง 200 สถานีบริการ



