รายงานจากหน่วยงานบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ฉบับเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า โลกมีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และมีโอกาสพัฒนาเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ในช่วงเดือนสิงหาคมต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569 ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่าความผันผวนของสภาพอากาศจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยที่อาจต้องเผชิญทั้งอากาศร้อนจัดและความแห้งแล้งยาวนาน
ฝนลด-วิกฤตน้ำ
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำคาดการณ์ว่า ปริมาณฝนของไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1,479 มิลลิเมตร ลดลงราว 18.6% จากปี 2568 ที่อยู่ที่ 1,816 มิลลิเมตร และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่ามีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 60% โดยวัดได้เพียง 32.6 มิลลิเมตร จากค่าปกติที่ 69.5 มิลลิเมตร
ข้อมูลจากกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางอย่างใกล้ชิด ระบุ ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ว่า ปริมาณน้ำรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 49,653 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 62% ของความจุทั้งหมด
ภัยร้อนคุกคามหนัก
ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะซูเปอร์เอลนีโญยังเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพให้กับคนไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยรายงานจากกรมควบคุมโรคระบุว่า ในปี 2568 พบผู้ป่วยโรคลมร้อน (Heat Stroke) 182 ราย และมีผู้เสียชีวิต 21 ราย โดยจังหวัดอุดรธานีมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุด
กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังคือวัยทำงานอายุ 15-34 ปี ซึ่งพบผู้ป่วยมากที่สุด คิดเป็น 42.8% ของทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ทหาร แรงงานก่อสร้าง และเกษตรกร จึงมีความเสี่ยงสูงจากอากาศร้อนจัด
ฝุ่นพิษยังได้ไปต่อ
ในช่วงเดือนเมษายน 2569 ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง พีเอ็ม 2.5 ก็เพิ่มสูงขึ้น จากสภาพอากาศนิ่ง (Low Ventilation) และหย่อมความกดอากาศต่ำจากความร้อนที่ปกคลุมประเทศไทย ทำให้มลพิษสะสมในอากาศและกระจายตัวได้ยาก
ขณะที่ในระยะถัดไป ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นจากหมอกควันข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 ซึ่งอาจกระทบทั้งคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน
ธุรกิจเสี่ยงกระทบเป็นลูกโซ่
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญมีแนวโน้มจะขยายเป็นวงกว้างไปยังหลายธุรกิจ โดยภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะพืชที่ต้องใช้น้ำมาก เช่น ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ที่เสี่ยงให้ผลผลิตลดลง
ด้านภาคการผลิตอาจเจอปัญหาน้ำไม่เพียงพอในกระบวนการผลิต ส่งผลต่อประสิทธิภาพและต้นทุน ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและที่พักอาจได้รับแรงกดดันจากปัญหาฝุ่นควัน ทำให้นักท่องเที่ยวลดการเดินทางหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่งผลต่อรายได้ในภาพรวม
เร่งรับมือบริหารน้ำ
ภาคธุรกิจจึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ โดยเริ่มจากการลดการใช้น้ำในส่วนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางแผนสำรองน้ำให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคและการดำเนินงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่ธุรกิจจะสะดุดหรือหยุดชะงัก นอกจากนี้การนำระบบหมุนเวียนน้ำหรือรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ซ้ำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือความไม่แน่นอนของสภาพอากาศในระยะยาว
ทั้งนี้ ซูเปอร์เอลนีโญปี 2569 อาจกำลังชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของไทยต่อความผันผวนด้านสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ภายใต้แรงกดดันทั้งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ต้นทุนพลังงาน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความซับซ้อน
ทางออกในระยะถัดไปจึงต้องขยับสู่การบริหารจัดการแบบบูรณาการมากขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูล การวางแผนเชิงระบบ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความไม่แน่นอน เพื่อเสริมความพร้อมของเศรษฐกิจในภาพรวม อีกทั้งความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว และการยกระดับการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าประเทศจะรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ได้มากน้อยเพียงใด



