นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 5-6 ล้านตัน จากกว่า 48 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ จีน ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ขณะที่ปุ๋ยยูเรียมีสัดส่วนสูงสุดถึง 40% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกพุ่งสูงถึง 800-1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เร่งหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ ทั้งการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมีในสัดส่วน 7:3:10 เพื่อลดต้นทุน รวมถึงการบูรณาการงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.ในระยะสั้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเจรจากับรัฐบาลรัสเซีย เพื่อขอโควตานำเข้าปุ๋ยยูเรียเพิ่มเติม ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดด้านราคา นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรองในการนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย สำหรับระยะกลางและระยะยาว กระทรวงฯ จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย โดยกรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “หมอดินดี” เพื่อแนะนำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมองค์ความรู้ผ่านหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเลือกใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม
การแก้ปัญหาราคาปุ๋ยต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในระยะยาวจำเป็นต้องลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก เพื่อรักษาคุณภาพดินและความยั่งยืนของภาคการเกษตรไทยในอนาคต



