สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ว่า ท่ามกลางความยืดเยื้อของการทำสงครามกับอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังเผชิญกับเงื่อนไขสำคัญภายใต้กฎหมายสหรัฐเองด้วย
กฎหมายดังกล่าวมีชื่อที่เรียกว่า “มติอำนาจสงคราม” หรือกฎหมายอำนาจสงครามฉบับปี 2516 ระบุไว้ชัดเจนว่า แม้ประธานาธิบดีสหรัฐมีอำนาจสั่งใช้กำลังทหารได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบล่วงหน้าจากสภาคองเกรส แต่จะต้องอยู่ภายในกรอบระยะเวลา 60 วัน และสามารถขยายได้อีกภายในช่วงสั้น ๆ เพื่อการถอนกำลัง หากไม่มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส
สำหรับกรณีของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่าน “เส้นตาย” ดังกล่าว จะครบกำหนดในวันที่ 1 พ.ค. นี้ หมายความว่า หากผู้นำสหรัฐต้องการทำสงครามกับอิหร่านต่อไป ทำเนียบขาวต้องยื่นเรื่องไปยังสภาคองเกรส เพื่อขอรับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองภายในของสหรัฐเองมีความไม่แน่นอนสูงเช่นกันในตอนนี้ เนื่องจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเห็นต่างกันอย่างมากในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน แม้สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่จะสนับสนุนทรัมป์ในช่วง 60 วันที่ผ่านมาของสงคราม แต่สมาชิกหลายคนเริ่มแสดงความกังวล เกี่ยวกับการทำสงครามที่ยืดเยื้อ และยืนยันว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส หากทรัมป์ต้องการดำเนินการต่อ
อนึ่ง การลงมติของวุฒิสภาในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 แล้ว มีอันต้องตกไปด้วยคะแนนเสียง 52 ต่อ 47 ซึ่งเป็นการลงมติแบบแบ่งขั้วตามพรรคการเมืองอย่างชัดเจน
Trump’s May 1 deadline: Can he continue war on Iran after that? https://t.co/ygN841Wvio pic.twitter.com/9oxb4TMmdX
— Al Jazeera English (@AJEnglish) April 24, 2026
อย่างไรก็ตาม ในอดีตมีประธานาธิบดีสหรัฐหลายคนเคยใช้วิธีหลบเลี่ยงกฎหมายอำนาจสงคราม โดยใช้แหล่งอำนาจอื่น “เป็นข้ออ้าง” ในการปฏิบัติการทางทหาร เช่น การใช้ “อำนาจในการใช้กำลังทหาร” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ผ่านเมื่อปี 2544 และปี 2545 ซึ่งเปิดช่องให้ประธานาธิบดีสามารถใช้กำลังทหารเพื่อเป้าหมายเฉพาะเจาะจงได้
การอ้างว่าไม่เข้าข่าย “การสู้รบ” โดยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยอ้างว่า ปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย เมื่อปี 2554 ไม่ถือเป็นการสู้รบหรือสงคราม จึงไม่จำเป็นต้องให้สภาคองเกรสเห็นชอบ
ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า ทรัมป์น่าจะพยายามดำเนินสงครามในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อไป เพราะสโลแกนการเมืองของผู้นำสหรัฐคือ “การเป็นผู้ชนะเท่านั้น” อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์เลือกที่จะดำเนินการต่อไป โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส มีแนวโน้มสูงเช่นกันว่า อาจทำให้วิกฤติการเมืองภายในสหรัฐยิ่งรุนแรง เนื่องจากความสนับสนุนจากหลายฝ่ายในการทำสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ “น้อยมาก”.
เครดิตภาพ : REUTERS



