เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคำร้องยุบพรรคประชาชนจากที่มีข้อร้องเรียนเรื่องบริษัทสเปกเตอร์ซี เข้าข่ายดำเนินกิจการสื่อมวลชน และ ว่า เมื่อมีผู้ร้อง กกต. ต้องรับพิจารณาตามขั้นตอน แต่ไม่ใช่ว่ามีคำร้องแล้วจะนำไปสู่การยุบพรรคทันที ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่ามีความผิดหรือไม่ และหากผิด ต้องพิจารณาต่อว่าเข้าข่ายเหตุยุบพรรคหรือไม่ โดยซึ่งเราต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา

“ปกติผู้ร้องมักยื่นในข้อหาหนักไว้ก่อน ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงยังไม่ได้ไปถึงขนาดนั้นก็ได้  เมื่อเรียกผู้ร้องมาให้ถ้อยคำแล้วก็ต้องเรียกผู้ถูกร้องมาให้ถ้อยคำด้วย ถ้าคำร้องนั้นมีมูล ต้องให้โอกาสชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งเป็นไปตามหลักการ ถ้าเรื่องที่ถูกร้องเรียนไม่เป็นความผิดก็ทำอะไรต่อไม่ได้ แม้ข้อกล่าวหาเดียวกันแต่ข้อเท็จจริงอาจจะคนละอย่างก็ได้

จะมาบอกว่า 2 มาตรฐานหรือไม่ ต้องดูที่ข้อเท็จจริง เราต้องพิจารณาตามกฎหมายและข้อเท็จจริง ถ้าใครอยากจะมารื้อระบบองค์กรอิสระใหม่ก็ได้ ถ้าทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ ถ้าทำให้ระบบดีขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี”  

เมื่อถามว่า กกต.จะสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ 2 มาตรฐาน นายแสวง กล่าวว่า การพิจารณาเป็นเรื่องของดุลพินิจ เมื่อวินิจฉัยแล้วก็ต้องมีข้อเท็จจริงชี้แจงประชาชนเห็นว่ามันใช่หรือไม่ใช่

นายแสวง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีฮั้ว สว. ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม และส่งให้สำนักงาน กกต. เพื่อจัดทำเอกสารจัดเรียงให้เป็นหมวดหมู่ จัดระเบียบแยกเป็นข้อกล่าวหาต่าง ๆ ให้ทาง กกต.สามารถดูข้อมูลได้สะดวก เท่าที่ได้รับรายงานมา ทราบว่าข้อมูลที่ต้องจัดเรียงนั้นมีมากกว่า 80,000 หน้า และคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ จะสามารถจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวได้ครบถ้วน แต่ก็มีเอกสารบางส่วนที่ทยอยส่งให้ กกต. ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ไปบ้างแล้ว 

“เฉพาะในส่วนของคำวินิจฉัยของอนุกรรมการฯ และอนุวินิจฉัย มีถึง 2,000 แผ่น ซึ่งได้ส่งให้ กกต.ไปแล้ว เอกสารที่เหลือ คาดว่าจะส่งถึงมือ กกต.ได้ครบทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้”

ส่วนกระแสข่าวที่ออกมาว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติว่าข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด และทำความเห็นเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่นั้น นายแสวง ยืนยันว่า ไม่ว่าชั้นอนุกรรมการคณะใดจะมีมติอย่างไร ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง แม้แต่ตนก็ไม่ทราบ มีแต่ข่าวที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อย และปล่อยเพื่ออะไร ซึ่งจะแน่นอนคือต้องดูผลการพิจารณาของ กกต.

“วันนี้มีแต่การพูดไปต่าง ๆ นานา ทั้งที่จริง ๆ มันคือความลับ คนที่คิดว่ารู้ก็ไม่รู้ว่าเอาข้อมูลมาจากไหน ขนาดผมยังรู้จากหนังสือพิมพ์ ผมบอกได้เพียงความคืบหน้าตอนนี้ว่าสำนักงานเตรียมส่งเอกสารทั้งหมดให้ กกต. ภายในสิ้นเดือนนี้ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต. ว่าจะพิจารณาอย่างไร”