องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรภาคธุรกิจไทยชั้นแนวหน้าที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเวทีเสวนา เรื่อง “Triple Planetary Crisis: สร้างผลกระทบอย่างไรต่อภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตอย่างยั่งยืน” โดยผู้บริหารจากองค์กรสมาชิก TBCSD 4 หน่วยงานหลักซึ่งเป็นตัวแทนจากแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานขององค์กรภาคธุรกิจไทยไปสู่การเป็นองค์กรต้นแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน รวมทั้ง เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้

นายปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายวิศวกรรมโครงสร้าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “บทบาทของอุตสาหกรรมพลังงานต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของ Energy Trilemma ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงาน การเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน พร้อมทั้ง ได้นำเสนอแนวคิด Pragmatic Energy Transition ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบริหารสินทรัพย์ตลอดวัฏจักรชีวิตเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดยในบริบทประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ โดยแนวทางที่เหมาะสมคือการเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ท้ายที่สุด นายปัณวรรธน์เน้นว่า Energy Transition ที่ยั่งยืนต้องเป็น People Oriented Transition ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีความเป็นธรรม มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้การจัดการด้าน Governance ที่เหมาะสมของภาครัฐ Innovative finance จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังปลดล๊อคทรัพยากรทางการเงิน สร้างกลไกให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทับซ้อนและเร่งตัวขึ้นจนเป็น Triple Planetary Crisis ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ผ่านการมองผ่าน Triple lenses ตั้งแต่ Financial, Ecosystem ไปจนถึง Socio-ecological lens ที่เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนำเศรษฐกิจไทยไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและครอบคลุมอย่างทั่วถึงต่อไป”
“สำหรับกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ได้ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรบนรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาด้านมลภาวะ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของระบบการผลิตอาหารและห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มมิตรผลจึงมีการบริหารความเสี่ยงผ่านการส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางมิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม (Mitr Phol ModernFarm) ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมอนุรักษ์ระบบนิเวศตลอด ทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยการดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ยังสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”
นายภัทริก สัมพันธารักษ์ Sustainability Management Consultant บริษัท แซง-โกแบ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แซง-โกแบ็ง ไทยแลนด์ เดินหน้าพลิกวิกฤตโลก สู่นวัตกรรมการก่อสร้างที่ยั่งยืน ท่ามกลางการเผชิญวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติที่ถดถอย จากการก้าวข้ามขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) แล้วถึง 7 ใน 9 ด้าน แซง-โกแบ็ง (Saint-Gobain) ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุก่อสร้าง ได้เร่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero อาทิ การผลิตกระจก Zero‑Carbon และแผ่นยิปซัมรีไซเคิล 100% ในประเทศไทยแซง‑โกแบ็ง ไทยแลนด์ ได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ผ่านการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับทิศทางร่างพระราชบัญญัติโลกร้อนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านโครงการจัดเก็บเศษยิปซัมจากไซต์งานก่อสร้าง เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่แบบวงจรปิด (Closed-loop) ลดของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าโครงการ Upcycling วัสดุฉนวนใยแก้วและใยหิน ควบคู่กับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ BCG ของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม”
ท้ายนี้ วิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจึงมิใช่เพียงประเด็นด้านความยั่งยืน แต่เป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฎิบัติการเชิงในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความน่าเชื่อถือขององค์กร พร้อมกันนี้ วิกฤตดังกล่าวยังถือเป็นโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการคำนึงถึงการฟื้นฟูธรรมชาติและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน



