จากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ ไทยช่วยไทยพลัส มาตรการใหม่ที่มีความชัดเจนด้านวงเงินไทม์ไลน์และเงื่อนไขที่น่าสนใจ

• สัดส่วนการช่วยจ่าย: รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40% (จูงใจกว่าเดิมที่ 50:50)

• วงเงิน: 1,000 บาท/เดือน (รวม 4,000 บาท ตลอด 4 เดือน)

• กลุ่มเป้าหมาย:  กลุ่มเปราะบาง รัฐช่วย 100% (ไม่ต้องสมทบเงิน) บุคคลทั่วไปสมทบเงินในสัดส่วน 60:40

• กำหนดการ: ลงทะเบียนภายใน พฤษภาคม นี้ และเริ่มใช้จ่าย มิถุนายน 2569 ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

บล. ดาโอ จึงประเมินว่ากลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศและร้านค้าปลีกรายย่อย (Traditional Trade) จะได้รับอานิสงส์สูงสุด แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้

กลุ่มค้าปลีก (Retail)

กลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากการเป็นต้นทางสินค้าที่ร้านค้าโชห่วยมาซื้อไปขายต่อ

• BJC (แนะนำ: ซื้อ | เป้าหมาย: 17.00 บาท): โดดเด่นที่สุด เพราะร้านค้าปลีกรายย่อย (TT) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของโครงการ มักมาซื้อสินค้าจากที่นี่

• CPAXT (แนะนำ: ซื้อ | เป้าหมาย: 19.00 บาท): ได้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันจากการขายส่งสินค้าอุปโภคบริโภค

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)

เน้นหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากการขายภายในประเทศ (Domestic) สูง

• ICHI: รายได้ในประเทศสูงถึง 90%

• SNNP (ซื้อ | เป้า: 8.20 บาท): รายได้ในประเทศ 81% (สัดส่วนผ่านร้านโชห่วย 32%)

• OSP (ซื้อ | เป้า: 20.00 บาท): รายได้เครื่องดื่มในประเทศ 57%

• CBG (ถือ | เป้า: 40.00 บาท): รายได้ Domestic Branded Own 37%

• SAPPE (ถือ | เป้า: 32.00 บาท): รายได้ในประเทศ 31%

กลุ่มสินค้าอุปโภค (Personal Care)

• NEO (ถือ | เป้า: 18.00 บาท): รายได้ในประเทศสูงถึง 92%

• OSP (ซื้อ | เป้า: 20.00 บาท): มีส่วนแบ่งรายได้สินค้าอุปโภคในประเทศ 11%

กลุ่มขนส่ง (Ground Transport)

ได้รับอานิสงส์จากจำนวนผู้โดยสาร (Ridership) ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการออกมาจับจ่ายใช้สอย

• BEM (แนะนำ: ซื้อ | เป้าหมาย: 9.00 บาท)

• BTS (แนะนำ: ถือ | เป้าหมาย: 3.00 บาท)

การปรับสัดส่วนเป็น 60:40 ถือเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยกระตุ้นให้คนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น และการกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจนในปี 2026 จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมการบริโภคภายในประเทศอย่างมาก