สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ว่า รายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (เอสไอพีอาร์ไอ) ระบุว่า สามประเทศที่ใช้จ่ายทางทหารมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐ จีน และรัสเซีย ใช้เงินรวมกันถึง 1.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47.8 ล้านล้านบาท) คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั่วโลก

นอกจากนี้ ตัวเลขการใช้จ่ายข้างต้นยังเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 แม้สหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้จ่ายมากที่สุดในโลก จะลดการใช้จ่ายลงก็ตาม

ด้านนายโลเรนโซ สการาซซาโต นักวิจัยของเอสไอพีอาร์ไอ กล่าวว่า การลดลงของการใช้จ่ายของสหรัฐ ถูกชดเชยด้วยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในยุโรปและเอเชีย เนื่องจากโลกเผชิญกับสงครามและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอีกปี พร้อมกับเสริมว่า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นใน “ภาระทางทหาร” ทั่วโลก หรือสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั่วโลก ที่ใช้ไปกับการใช้จ่ายทางทหาร ซึ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552

อนึ่ง สหรัฐใช้จ่ายไป 954,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30.8 ล้านล้านบาท) ลดลง 7.5% จากปี 2567 โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่มีการอนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินด้านการทหารให้กับยูเครน ซึ่งในทางตรงกันข้าม รัฐบาลวอชิงตันให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือรัฐบาลเคียฟรวม 127,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ทำให้การใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้น คือ ยุโรป รวมถึงรัสเซียและยูเครน โดยการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 14% เป็น 864,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งสการาซซาโต อธิบายว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ สงครามในยูเครนที่ดำเนินอยู่ และการมีส่วนร่วมที่ลดลงของสหรัฐในยุโรป.

เครดิตภาพ : REUTERS