การสูบบุหรี่ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปัญหาสุขภาพของคนไทย ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง หรือโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ซึ่งล้วนสร้างภาระต่อทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบสาธารณสุขของประเทศ

สำนักควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ลงพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส นายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ได้นำเสนอการดำเนินการของจังหวัด พบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จังหวัดนราธิวาสได้พัฒนากลไกการทำงานด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบอย่างต่อเนื่อง จนสามารถยกระดับสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบระดับประเทศ” พร้อมสร้างแนวทางการทำงานที่เรียกว่า “นราธิวาสโมเดล”การดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการสำคัญของ กฎบัตรออตตาวาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดสากลด้านการสร้างเสริมสุขภาพที่เน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการ ทั้งด้านนโยบาย สังคม ชุมชน ระบบบริการสุขภาพ และ ทักษะบุคคล

นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือการกำหนด นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในระดับจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัด และกำหนดเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน คือ
นายแพทย์เอกวิทย์ จินดาเพ็ชร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสได้นำแนวทางการบริหารจัดการเชิงข้อมูล (Data-Driven Governance) มาใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์ พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ Narathiwat 6G ( ส่วนร่วม ต่อเนื่อง ยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ข้อมูล เครือข่าย ) และจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในทุกอำเภอ

นิเวศสังคมเอื้อต่อสุขภาพ
นอกจากการขับเคลื่อนเชิงนโยบายแล้ว จังหวัดนราธิวาสยังให้ความสำคัญกับการสร้าง นิเวศสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพ มาตรการสำคัญที่ดำเนินการในพื้นที่ ใช้หลักการ “ฮาลาลันตอยยีบัน” หมายถึง ความเหมาะสมต่อการบริโภคและการดำรงชีวิต ได้แก่ การพัฒนามัสยิดและร้านค้าเขตปลอดบุหรี่ รวมทั้งในส่วนนักเรียน มี การดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ 100% ในระดับมัธยมศึกษา การควบคุมการจำหน่ายบุหรี่ในพื้นที่รอบสถานศึกษา และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด โดยการปรับเป็นพินัย มีคณะกรรมการสามชุดของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดดำเนินการ มาตรการเหล่านี้ช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ของสังคม ที่ทำให้การไม่สูบบุหรี่กลายเป็นพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับในชุมชน

กฏชุมชนเห็นพ้องร่วมกัน
อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้หลักการฮูกุม ปากัท (Hukum Pakat) คือการสร้าง กฎหรือข้อตกลงที่ชุมชนเห็นพ้องร่วมกันและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ในเรื่อง การควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า จังหวัดนราธิวาสได้เชื่อมโยงเครือข่ายภาคีในพื้นที่อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำศาสนา อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำชุมชน โรงเรียนตาดีกา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวอย่างสำคัญคือ “ระแงะโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือของหน่วยงานในพื้นที่มากกว่า 20 หน่วยงาน รวมถึงการสร้างเครือข่ายสนับสนุนระหว่างอำเภอ และการทำงานเชิงรุกของอาสาสมัครสาธารณสุขในการค้นหาผู้สูบบุหรี่ในชุมชน พร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่กระบวนการช่วยเลิกบุหรี่
ทำงานเชิงรุกช่วยเลิกบุหรี่
ในขณะเดียวกัน ระบบบริการสุขภาพของจังหวัดยังถูกปรับบทบาทให้เน้น การป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยง ในกิจกรรมคลินิกอดบุหรี่ โดยเฉพาะ ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเจ๊ะเก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ร่วมขับเคลื่อนการลดละเลิกการสูบบุหรี่ดำเนินการเชิงรุก อย่างจริงจัง ในโรงพยาบาล มีคลินิกเลิกบุหรี่ มี รางจืดแคปซูล (พัฒนาโดยโครงการลังกาสุกะ ที่นำโดย ศาสตราจารย์ ดร กฤษณา ไกรสินธ์ ) สเปรย์อดบุหรี่จากหญ้าดอกขาว ให้บริการผู้เลิกบุหรี่ เนื่องจากตัวยามีโปแตสเซียม ในกรณี ผู้รับบริการเป็น โรคหัวใจ หรือ โรคไต จะใช้กานพลู มะนาวเคี้ยวแทน ผลการบำบัดทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกได้ต่อเนื่องไม่น้อย

ต้นแบบความเป็นเลิศด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
การขับเคลื่อนในจังหวัดนราธิวาสอย่างเป็นกระบวนการมีผลต่อ ทักษะบุคคลในการลดปัจจัยเสี่ยงจากบุหรี่ ข้อมูลการดำเนินงานพบว่า มีประชาชนได้รับการคัดกรองการสูบบุหรี่จำนวน 224,330 คน หรือร้อยละ 45.26 ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย พบผู้สูบบุหรี่ 34,852 คน หรือร้อยละ 15.54 และในจำนวนนี้เข้าสู่กระบวนการบำบัดเลิกบุหรี่ถึง 26,233 คน คิดเป็นร้อยละ 75.27 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายระดับประเทศที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 50 ความสำเร็จนี้ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2566 ด้านการบำบัดรักษาเลิกบุหรี่ ปี 2567 ป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ปี 2568 ด้านขับเคลื่อนระดับจังหวัดยอดเยี่ยม โดยในปี พ.ศ. 2569 จังหวัดนราธิวาสได้รับรางวัลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในสองสาขาสำคัญ ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายและการสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ และ จังหวัดต้นแบบความเป็นเลิศด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับประเทศ
ประสบการณ์ของจังหวัดนราธิวาสสะท้อนให้เห็นว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบให้เกิดผลอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งระบบ สอดคล้องกับคำประกาศออตตาวา ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งห้าด้าน คือ นโยบายสาธารณะ การสร้างสิ่งแวดล้อมทางสังคม การเสริมพลังชุมชน ไปจนถึงการปรับระบบบริการสุขภาพให้เน้นทักษะของบุคคลในการป้องกันปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ



