เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ หารือทวิภาคีกับนายปรัก สุคน รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU Ministerial Meeting: AEMM) ครั้งที่ 25 ที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา
โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การที่ฝ่ายไทยได้แจ้งต่อฝ่ายกัมพูชาให้ทราบว่า ไทยกำลังอยู่ในกระบวนการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ที่ได้ลงนามกันเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544 ซึ่งฝ่ายไทยจะนำเสนอเข้าสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในไม่ช้า และจะมีหนังสือแจ้งฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ หลังจากมีมติ ครม. ยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังเน้นย้ำการรักษาข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วมของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 และยึดมั่นการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ภายใต้ถ้อยแถลงร่วมเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกัน และใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่แก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป
นายสีหศักดิ์ เปิดเผยหลังการหารือว่า ได้พูดคุยกับ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ในเรื่องความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ และการก้าวข้ามความขัดแย้งในปัจจุบัน ซึ่งไทยยังต้องการเห็นการหยุดยิง ที่มีความยั่งยืนและหวังว่าทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ตนจึงชี้แจงว่าฝ่ายไทยจะต้องมีการเตรียมการสำหรับการประชุมเจบีซีอย่างเป็นทางการก่อน อีกทั้งสิ่งที่ฝ่ายไทยต้องการเห็นคือการสร้างบรรยากาศที่ดี ซึ่งหมายถึงความร่วมมือชายแดนที่มากขึ้นที่จะนำไปสู่การสร้างบรรยากาศที่ดีในความสัมพันธ์ต่อไป รวมถึงไทยมองว่าควรมีมาตรการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันที่จะทำให้การประชุมต่าง ๆ ระหว่างสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมเจบีซี เกิดความคืบหน้าได้ ไทยจึงต้องการเน้นย้ำให้เกิดการเตรียมการที่ดีก่อน
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยยืนยันด้วยว่าต้องมีความพยายามมากขึ้นที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน อาทิ การหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน และฝ่ายไทยกังวลเรื่องการแถลงถ้อยแถลงต่างๆ ของฝ่ายกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศที่สวนทางกับเจตนารมณ์และความพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้น การหยุดยิงในพื้นที่ชายแดนควรเกิดขึ้นควบคู่กับการหยุดถ้อยแถลงของฝ่ายกัมพูชาที่ไม่ได้สร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้แจ้งต่อกัมพูชาถึงการดำเนินการที่จะยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 โดยฝ่ายไทยจะมีการส่งหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการให้กับฝ่ายกัมพูชา หลังจากคาดว่าการประชุม ครม. ในเร็วๆ นี้ อาจมีมติยกเลิก เอ็มโอยู ปี 2544 ดังกล่าว
เมื่อถามว่าจะสื่อสารไปถึงคนไทยอย่างไรให้มีความเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แม้เอ็มโอยู ปี 2544 ใช้งานมานาน แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงอาจถึงเวลาที่ต้องหาแนวทางใหม่หรือกรอบความร่วมมือใหม่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) แต่ขอย้ำว่า การยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกเจรจา เพราะไทยยังมุ่งที่จะเจรจาโดยใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเลได้ เพื่อบริหารจัดการเขตแดนทางทะเลให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งหากสามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้ จนถึงที่สุดแล้วก็จะเกิดความชัดเจนว่าจุดทับซ้อนนั้นคือบริเวณใดและจะทำให้การเจรจาเขตทับซ้อนในอนาคตง่ายยิ่งขึ้นด้วย ที่สำคัญ การยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 ไม่ได้กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย และไทยยังมุ่งหากรอบในการเจรจาที่รักษาผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุดเช่นเดิม



