สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ว่าธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) เผยแพร่รายงานว่า สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก เริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตามด้วยราคาอาหารที่สูงขึ้น และสุดท้ายคือภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ เวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่า ต้นทุนพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นถึง 24% ในปีนี้ ซึ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเปิดฉาก เมื่อปี 2565
ขณะเดียวกัน ต้นทุนปุ๋ยคาดว่าจะกระโดดขึ้นถึง 31% ในปีนี้ เนื่องจากราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งสูงขึ้นถึง 60% ส่งผลให้ความสามารถในการซื้อปุ๋ยเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 เช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้กำลังกัดกินรายได้ของเกษตรกรและคุกคามผลผลิตทางการเกษตร
Global commodity prices are forecast to rise 16% in 2026, driven by a war-triggered energy shock, soaring fertilizer prices, and record-high metals prices.
— World Bank Group (@WorldBankGroup) April 28, 2026
The #CMO2026 shows the ripple effects have serious implications for job creation & development. https://t.co/esztNZxxLm pic.twitter.com/Wysv7ADaXY
เวิลด์แบงก์วิเคราะห์ด้วยว่า โดยรวมแล้ว ต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้น 16% ในปีนี้ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากผลกระทบของสงครามและราคาโลหะ ต้นทุนของโลหะพื้นฐาน เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง และดีบุก คาดว่าจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความต้องการจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ศูนย์ข้อมูล และยานยนต์ไฟฟ้า
นอกจากนี้ แม้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดในเดือนพ.ค. และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติภายในปลายปีนี้ แต่คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ ( ราว 2,796.72 บาท ) เพิ่มขึ้นจาก 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ( ราว 2,243.88 บาท ) เมื่อปี 2568
เวิลด์แบงก์ทิ้งท้ายในรายงานว่า ผู้ที่ยากจนที่สุด ซึ่งต้องใช้สัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและเชื้อเพลิง จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ภายใต้ภาระหนี้สินมหาศาล.
เครดิตภาพ : AFP



