เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศูนย์ราชการฯ อาคารซี จัดแถลงมาตรการกำกับดูแล หลังไรเดอร์ของแพลตฟอร์มเรียกรถโบลท์ สวมรอยไอดี ก่อเหตุประสงค์ร้ายต่อผู้โดยสาร จนต้องกระโดดหนีและได้รับบาดเจ็บ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุได้นำไอดีของพ่อมาใช้ขับขี่เข้าระบบ และไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ ตามกฎหมายกำหนด ต่อจากนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงดีอี และ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ทั้งในส่วนพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565. (กฎหมายดีพีเอส) ของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า และ กฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ในเรื่อง การจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างสาธารณะให้ถูกต้องตามกฎหมาย คือ รย.17 และ รย.18 ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย เพิ่มเติมให้มีโทษทั้งจำทั้งปรับ โดยกำลังดูว่าจะเป็นในส่วนของ ก.ม.ดีพีเอส หรือจะเป็น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560

“ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมทำให้ถูกกฎหมาย ต้องคัดกรองคนที่ไม่มีใบอนุญาตออกจากระบบทั้งหมด ไม่ใช่มานั่งทําโปรแกรมบ้าๆ บอๆ ไม่ตรวจสอบตามกฎหมาย ปล่อยให้เข้ามาขับขี่ ต่อจากนี้ตามนโยบายของ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ กรณีของผู้ขับขี่รถสาธารณะก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายของ กรมการขนส่งทางบก ขณะที่เอ็ตด้า ก็จะกำกับดูแล ซึ่งหาก กรมการขนส่งทางบก ไม่พิจารณาต่อใบรับรองประกอบธุรกิจฯ ให้ การให้บริการก็ถือว่าผิดกฎหมาย อาจจะมีการพิจารณาใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในการปิดกั้น หรือบล็อกแอปไม่ให้บริการในไทย” นายพชร กล่าว

พชร อนันตศิลป์ 

ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์  อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาเรื่องแอปพลิเคชันเรียกรถ ได้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากที่เป็นข่าว และทาง กรมฯ ได้รับการร้องเรียน โดยตั้งแต่ปี 65 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ทางกรมฯ ได้ตรวจจับ รวมกว่า 6,776 เคส เป็นรถของโบลท์ สูงถึง 2,193 เคส ซึ่งสูงถึง 1 ใน 3  ขณะที่ใบรับรองฯ ของโบลท์  จะหมดในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ และได้ขอต่ออนุญาตเข้ามาแล้วตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงให้เป็นไปตามกฎหมาย และเปิดให้ทางกรมฯ เข้าร่วมตรวจสอบ ก็จะไม่พิจารณาออกใบรับรองประกอบธุรกิจฯ ต่อให้ หากยังให้บริการจะถือว่าผิดกฎหมาย และซึ่งหากถึงขั้นตอนนั้น ก็ขอให้ประชาชนอย่าสนับสนุนใช้บริการ

“กรณีนี้กรมฯ ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ขับขี่ได้เอาไอดีพ่อมาใช้ขับขี่ และทั้งสองไม่มีใบขับขี่สาธารณะ และรถไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ทางกรมฯ ได้แจ้งความกับทางตำรวจเอาผิดตามกฎหมายแล้ว จากนี้กรมฯ จะมีการทำงานประสานกับทางดีอี เพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เข้มข้นมากขึ้นทั้งระบบ ไม่ได้เฉพาะโบลท์ ซึ่งปัจจุบัน มีผู้ขับขี่และไรเดอร์ ในอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย แต่มีเข้ามาจดทะเบียน รย.17 และ รย.18 ประมาณ 2 หมื่นรายเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาทางกรมฯ ได้ร่วมกับ เอ็ตด้า กระทรวงดีอี ในการเปิดระบบให้คนขับและไรเดอร์ เข้ามาจดทะเบียน แต่ยังมีจำนวนน้อยอยู่”

สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์

ด้าน ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการเอ็ตด้า  กล่าวว่า ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถโดยสารสาธารณะ หรือ ประกาศ Ride Sharing Platform ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 69 จากการติดตามพบว่า บางแพลตฟอร์มยังมีมาตรการตรวจสอบที่ไม่เข้มข้นเพียงพอ ตามที่ประกาศกำหนด โดยเฉพาะในเรื่องการยืนยันตัวตนของผู้ขับ จึงได้สั่งการให้แพลตฟอร์มเร่งยกระดับกระบวนการดังกล่าวให้รัดกุมมากขึ้น เช่น การยืนยันตัวตนผู้ขับให้เป็นบุคคลเดียวกับที่ลงทะเบียนในทุกครั้งที่ให้บริการ เพื่อป้องกันการสวมรอยบัญชีผู้ขับ และการใช้รถผิดประเภท หรือต้องเป็นรถและผู้ขับที่จด รย.17 รย.18 ตามข้อบังคับของ กรมการขนส่งทางบก

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยทาง เอ็ตด้าได้มีหนังสือเรียกให้ผู้ให้บริการ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมให้เร่งมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การระงับบัญชีผู้ขับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และการแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์มอื่นเพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ผู้ขับรายดังกล่าวไปให้บริการในระบบอื่น รวมถึงให้เร่งปรับปรุงระบบการคัดกรองและยืนยันตัวตนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนด หากตรวจสอบแล้วพบว่า แพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามประกาศ เช่น ปล่อยให้มีผู้ขับที่ใช้รถผิดประเภท ไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจนำไปสู่การออกคำสั่ง “ห้ามประกอบธุรกิจ” และหากไม่แก้ไขภายใน 90 วัน อาจถูก “ถอนการรับแจ้ง” และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหากยังคงให้บริการต่อไป”

ด้านนายณัฐดนย์ สุขสิริฐานนท์  ผู้จัดการทั่วไป  โบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า โบลท์ ได้ติดตามเหตุที่เกิดขึ้น และได้เร่งเยียวยาผู้เสียหาย และได้ทำการแบนหรือระงับผู้ขับขี่คนดังกล่าวแล้ว และที่ผ่านมาได้ระงับคนขับที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไปแล้ว กว่า 4 หมื่นราย โดยยืนยันพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย และร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยผู้โดยสาร ทั้งในส่วนให้สามารถติดต่อแจ้งตำรวจได้ และสามารถแทรคกิ้งติดตามการเดินทางได้ ฯลฯ