เมื่อวันที่ 30 เม.ย. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ประธานกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงยุติธรรม อุปนายกสมาคมอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา และผู้ตรวจสอบอิสระ ได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์) เรื่อง ขอแสดงความห่วงใยจากการที่สมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง คือ ผศ.ดร.นพดล อินนา ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ของข้าราชการตำรวจบางนายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ควรต้องทราบและเร่งรีบแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
พร้อมแนบสำเนากระทู้ถาม นายกรัฐมนตรี ของนายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา เรื่อง กรณีนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กระทำการอันเกินกว่าเหตุ เข้าไปดำเนินการกับบรรดาพระสังฆาธิการในพระอารามต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรที่ส่อไปในลักษณะการคุกคามข่มขู่และออกแถลงข่าวผ่านสื่อสารมวลชนในลักษณะละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา กระทบกระเทือนจิตใจพุทธศาสนิกชนอย่างรุนแรง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนฉบับลงวันที่ 29 เม.ย. 2569
โดยในหนังสือระบุว่า ด้วยข้าพเจ้า นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ปัจจุบันได้ทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงยุติธรรม, อุปนายกสมาคมอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา และผู้ตรวจสอบอิสระ ได้รับทราบว่า ผศ.ดร.นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานข้าราชการตำรวจในการใช้อำนาจพนักงานสอบสวนและหรือหัวหน้าพนักงานสอบสวนเข้าไปดำเนินการเอาผิดกับพระสังฆาธิการตามพระอารามต่างๆ ในบางพระอารามทั่วพระราชอาณาจักรอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายที่ชอบออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอันเป็นพฤติการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตามหลักสากลปฏิบัติแล้ว ไม่มีประเทศใดในโลกทำกันเยี่ยงนี้ รวมทั้งพฤติการณ์อื่นๆ ดังรายละเอียดปรากฏตามสำเนาเอกสารสิ่งที่ส่งมานี้ด้วยแล้ว
ขอเรียนมายังท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วยความปรารถนาดีและมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ที่มีความจำเป็นจะต้องนำเรียนให้ท่านได้ทราบในชั้นนี้ไว้ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะสอบถามมาในรายละเอียดที่จะตอบกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา โดยที่ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกผลกระทบไปมากกว่าสิ่งที่ผ่านมาแล้ว จึงใคร่ขอให้กำลังใจท่านได้มีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาภายในองค์กรของท่านอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนอันจะเป็นการเตรียมการตอบข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่จะสอบถามมาในเร็ววันนี้อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอเรียนถึงประสบการณ์โดยตรงของข้าพเจ้าที่ผ่านมาไม่นานนี้ในการทำหน้าที่ผู้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ถูกกล่าวหา ได้เข้ารับฟังการสอบสวนของพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2569 ตั้งแต่เวลา 09.30-20.00 น. ทำให้ได้รับประสบการณ์จริงที่จำเป็นจะต้องให้ข้อสังเกตและเสนอแนะเพื่อให้ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับฟังข้อเท็จจริงโดยตรงเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมในกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน กล่าวคือ
1.พนักงานสอบสวนควรมีบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบและมีสำเนาไว้เสียก่อนให้เป็นไปโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้เพื่อประกอบในการให้ถ้อยคำและแสดงหลักฐานประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงโดยจะได้ไม่หลงประเด็น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างเต็มที่
2.พนักงานสอบสวนไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปเรียกหรือเชิญชวนผู้สื่อข่าวให้มาทำข่าวตามถ้อยแถลงของพวกตนที่แจกแก่ผู้สื่อข่าว และต้องคำนึงถึงการปกป้องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มิใช่ทำกันอย่างที่เคยทำกันมาแล้วหลายครั้งกับกรณีกล่าวหาพระเถระผู้ใหญ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา อย่างกรณีที่ข้าพเจ้าเห็นมาจากการสอบสวนเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหายังมิได้มีโอกาสแสดงข้อเท็จจริงหักล้างข้อกล่าวหาให้กับพนักงานสอบสวนอย่างครบถ้วน (พนักงานสอบสวนแจ้งว่าต้องตอบเฉพาะคำถามที่ถามก่อนโดยไม่รับฟังข้อเท็จจริงหักล้างในเบื้องต้น แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้ตั้งธงมาแล้วที่จะเอาความผิดตามที่ตั้งข้อกล่าวหาให้จงได้เพื่อผลประโยชน์แอบแฝงของตน) ก็เร่งรีบออกไปแถลงข่าวในทำนองใส่ความผู้ถูกกล่าวหาในลักษณะประจานให้เกิดความเสียหาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจมิได้เป็นไปอย่างที่แถลงข่าว การกระทำเยี่ยงนี้ถือเป็นการละเมิดส่วนบุคคลอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น การสอบสวนและกล่าวหาพระเถระพนักงานสอบสวนควรมีความเข้าใจในจารีตและวัตรปฏิบัติของพระเถระตามพระธรรมวินัยด้วย
3.ตามจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนที่ถือปฏิบัติกันเป็นสากล ไม่สมควรอย่างยิ่งที่พนักงานสอบสวนจะนำรายละเอียดในสำนวนคดีซึ่งยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จออกมาแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชน ทั้งๆที่ยังไม่มีบุคคลใดทราบได้ว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ อีกทั้งในการแถลงข่าวของพนักงานสอบสวน ก็ได้มีการใส่ความเห็นส่วนตนในเชิงอคติกับผู้ถูกกล่าวหาร่วมไปด้วย ซึ่งถือเป็นการผิดจรรยาบรรณอย่างรุนแรงที่สุด และหากมีวันหนึ่งวันใดผู้ถูกกล่าวหาจะใช้สิทธิทางศาลปกป้องตนเองฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวน ข้าพเจ้าเชื่อว่า จะมีความเดือดร้อนกระทบไปถึงพนักงานสอบสวนคนอื่นๆ ทั่วไปหมด
4.การแจกบันทึกแถลงข่าวที่มีการเตรียมไว้ล่วงหน้าเท่ากับเป็นการตัดสินผู้ถูกกล่าวหาไปแล้วว่าได้กระทำผิด โดยยังไม่ได้รับฟังการชี้แจงข้อต่อสู้ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติ และข้อเท็จจริงที่แถลงข่าวเป็นลายลักษณ์อักษรก็ควรให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่แจ้งข้อกล่าวหา เพื่อมิให้สื่อมวลชนและสังคมหลงผิดในข้อเท็จจริง อันจะเป็นการประณามผู้ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมไปล่วงหน้า เช่น แถลงว่าเงินหายไปหลายล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่า มีเงินหายเพียง 60,000 บาทเท่านั้น เป็นต้น
5.ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้เข้ามาในห้องสอบสวนในขณะที่มีการสอบสวน แล้วได้กล่าวถ้อยคำในลักษณะว่า ได้พยายามใช้หลักรัฐศาสตร์ในการแก้ปัญหาแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากไวยาวัจกรผู้ถูกกล่าวหา จึงจำเป็นต้องใช้หลักนิติศาสตร์เข้าจัดการกับไวยาวัจกรผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญา ทำให้อดีตเจ้าอาวาสพลอยเดือดร้อนต้องถูกกล่าวหาไปด้วย ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ารับฟังและเข้าใจไปว่ากรณีการกล่าวหาทางอาญาและแถลงข่าวในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตอบโต้กับการไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากไวยาวัจกร หรืออาจเข้าใจได้ว่าถ้าหากให้ความร่วมมือที่ดีคงไม่เป็นคดีความตามที่กล่าวหา และเท่ากับว่าการแถลงข่าวและกล่าวหาครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเอาใจมวลชนบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการปิดล้อมวัดบางคลานและทำร้ายเจ้าพนักงานและทำลายทรัพย์สินของทางราชการที่ผ่านมา
6.ในบางกรณีที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปแสดงท่าทีเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดว่าเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด แต่ควรวางตัวให้เป็นกลางอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจในความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มิเช่นนั้นแล้ว บุคคลที่มีสติปัญญาจะล่วงรู้ได้ทันทีว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแล้วมุ่งกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่รับฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน อาจทำให้เข้าใจไปได้ว่ามีความสุจริตเพียงพอที่จะให้ทุกฝ่ายไว้วางใจให้ทำคดีต่อไปได้หรือไม่ และเพื่อให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับคำขวัญของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่ว่า “มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน”
จึงเรียนมาด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจ ณ โอกาสนี้ เพื่อโปรดทราบประกอบคำชี้แจงเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี และดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การแก้ไขกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีอาญาอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรมตามหลักนิติธรรมต่อไปด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง



