แรงงานไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่โครงสร้างค่าแรงยังขยับตามไม่ทัน ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานขึ้นแต่คุณภาพชีวิตไม่ได้ดีขึ้นตาม อีกทั้งปัญหาเรื่องเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน ทำให้งานบางประเภทกำลังจะหายไป ขณะที่ทักษะใหม่ยังไม่ทันถูกเตรียมให้พร้อม ปัญหาเหล่านี้จึงนับว่าเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

ค่าแรงขั้นต่ำไม่พอใช้

โครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำปี 2569 ปรับแบบแยกตามพื้นที่และประเภทกิจการ โดยพื้นที่เศรษฐกิจหลักอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ขณะที่บางจังหวัดยังอยู่ที่ 337 บาท แม้จะมีเป้าหมายช่วยพยุงค่าครองชีพในช่วงเงินเฟ้อ แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังตามไม่ทันรายจ่ายจริงในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ชี้ว่า ค่าแรงขั้นต่ำของไทยยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 86.3% ของ GDP ยิ่งตอกย้ำว่าแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในสภาวะ ‘หาได้ไม่พอใช้’ อย่างไรก็ตาม การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศนั้นมีผลกระทบที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี เพราะจะส่งผลต่อแรงงานประมาณ 35% หรือกว่า 4 ล้านคน และยังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่อาจต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

โครงสร้างไม่สมดุล

นอกจากตัวเลขที่ต่ำเกินไปแล้ว ปัญหาค่าแรงของไทยยังฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่สมดุลหลายด้าน ด้านแรกคือผลิตภาพแรงงานที่โตช้า ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่าผลิตภาพภาคบริการยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดถึง 9% แต่ต้นทุนแรงงานกลับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6% ทำให้ภาคธุรกิจแบกรับภาระหนักขึ้น

ด้านที่สองคือเอไอ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบงานทั้งในสายการผลิตและสำนักงาน แรงงานที่ไม่ปรับทักษะมีความเสี่ยงถูกแทนที่ หรืออำนาจในการต่อรองค่าแรงลดลง ส่วนด้านที่สามคือโครงสร้างแรงงานที่ยังพึ่งพาแรงงานทักษะต่ำจากต่างประเทศ ซึ่งแม้จะช่วยลดต้นทุนระยะสั้นได้ แต่นี่จะเป็นเหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจไทยติดอยู่กับงานมูลค่าต่ำในระยะยาว

ทางออกต้องแก้ทั้งระบบ

ข้อเสนอจากหน่วยงานวิจัยอย่างทีดีอาร์ไอและนักวิชาการ เห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาค่าแรงต้องทำควบคู่กันหลายด้าน โดยใช้ระบบ ‘ค่าจ้างตามทักษะ’ ที่ให้รายได้ตามความสามารถจริง และจูงใจให้แรงงานพัฒนาตนเองในทิศทางที่ตลาดต้องการ พร้อมลดภาระค่าครองชีพแบบตรงจุด เช่น ค่าไฟและระบบประกันสังคม รวมถึงการเพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงานผ่านกลไกการรวมกลุ่มที่เป็นธรรม

ทำงานมากขึ้น แต่ชีวิตไม่ดีขึ้น

นอกจากรายได้ที่ไม่พอ แรงงานไทยยังเผชิญปัญหาสมดุลชีวิตการทำงานที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า 49.8% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของคนทำงาน ต้องทำงานเกิน 10 ชั่วโมงต่อวัน คนกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ย 58 นาทีต่อเที่ยว หรือเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เหนื่อยสะสมตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน

อีกปัญหาคือการติดต่อหลังเลิกงานผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้หลายคนไม่สามารถพักได้จริง โดยมีองค์กรเพียง 2.8% เท่านั้นที่กำหนดสิทธิ ‘ไม่ต้องตอบงานหลังเลิกงาน’ ไว้อย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้กลุ่มวัยเริ่มทำงานมีความเครียดเรื่องเงินเพิ่มสูงถึง 67.1%

เหนื่อยล้าสะสมกลายเป็นปัญหาใหญ่

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า 7 ใน 10 ของคนทำงานในกรุงเทพฯ มีภาวะหมดไฟ และ 7.4% มีความเสี่ยงซึมเศร้า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวคนทำงาน แต่ยังลดประสิทธิภาพขององค์กร และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

ทางแก้ต้องปรับทั้งสองฝ่าย

ฝั่งนายจ้าง ควรปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งเวลาและสถานที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พนักงานต้องการสูงถึง 46.3% รวมถึงกำหนดขอบเขตเวลางานให้ชัด และไม่รบกวนเวลาส่วนตัว ส่วนฝั่งลูกจ้าง ควรสื่อสารภาระงานอย่างตรงไปตรงมา วางแผนเวลา และดูแลสุขภาพจิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยทั้งสองฝั่งต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน จาก ‘ทำให้มาก’ เป็น ‘ทำให้มีคุณภาพ’

ผลลัพธ์ระยะยาว

องค์กรที่พนักงานมีความสุขมีโอกาสทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งได้ถึง 147% ขณะเดียวกันยังช่วยลดโรคเรื้อรังและทำให้แรงงานอยู่ในระบบได้นานขึ้น ในภาพใหญ่ การมีรายได้เพียงพอและมีเวลาพักผ่อน จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตจากภายในมากขึ้น รวมถึงช่วยให้ครอบครัวมีความมั่นคงและลดปัญหาสังคมในระยะยาว

โจทย์ของแรงงานไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่การขึ้นตัวเลขค่าแรงหรือลดชั่วโมงทำงาน แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้รายได้สอดคล้องกับทักษะ ชีวิตไม่ถูกงานกลืน และแรงงานมีอนาคตที่มั่นคง หากรัฐ นายจ้าง และแรงงานปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นการวางรากฐานใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น