นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทุกวันจนไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทำให้สิ่งที่ดีที่สุดของบริษัท คือ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ได้ทุกวัน พร้อมกับวางแผนรับมือวิกฤติในระยะสั้น อาทิ  การบริหารจัดการพลังงาน เร่งโครงการลดการใช้พลังงานและผลักดันการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก รวมถึงการเพิ่มประสิมธิภาพพลังงาน เพิ่มความยืดหยุ่นในระบบซัพพลายเชน ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนมาใช้รถอีวีในการจัดส่งสินค้าเพื่อลดความกังวลเรื่องต้นทุนราคาน้ำมันดีเซล 

ขณะเดียวกันได้วางแผนระยะยาวใน 2 ปี (69-70) ภายใต้กลยุทธ์ซิกซ์แพ็กหรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงระดับโลก และยังมีอีก 2 โครงการใหญ่ที่กำลังเร่งดำเนินการแต่ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อเติมเต็มเป้าหมายการสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว รวมทั้ง ล่าสุด ได้ประกาศการลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายกับ บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ พีทีทีจีซี เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยโดยเน้นที่ผลิตภัณฑ์หลักคือเม็ดพลาสติก

ทั้งนี้ การศึกษาการร่วมทุนดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน หรือจนถึงสิ้นเดือนก.ย.69 นี้ เพื่อดูความพึงพอใจและประโยชน์ที่จะได้รับจากการควบรวม เพื่อต้องการให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมีความแข็งแกร่ง เป็นเสาหลักที่สามารถส่งต่อวัตถุดิบไปยังธุรกิจปลายน้ำ และร่วมพัฒนาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเกณฑ์การถือหุ้นจะพิจารณาจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย โดยไม่ได้ดูเพียงแค่ราคาตามบัญชี แต่จะพิจารณาจากความสามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์นั้นๆ ด้วย

สำหรับขนาดของธุรกิจหากร่วมทุนสำเร็จ จะมีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก รวมกันสูงถึงกว่า 6 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการผลิตในส่วนต้นน้ำอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านตันต่อปี ส่วนเรื่องพาร์ทเนอร์ต่างชาติที่ร่วมทุนอยู่ในธุรกิจเดิมนั้น ทั้งสองบริษัทจะต้องใช้เวลาในการเจรจาและทำความเข้าใจเพิ่มเติม เนื่องจากสัญญาของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน หากพาร์ทเนอร์เห็นว่าการรวมกันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุน