ปัญหาเรื่องกลิ่นขยะ เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในเมืองหลวงที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะเรื่องในจุดที่เป็นที่ตั้งของโรงกำจัดขยะ ทั้งเรื่องกลิ่นของขยะที่นำเข้าสู่การกำจัด ที่บางช่วงฤดูกาลก็เหม็นลอยไปยังจังหวัดใกล้เคียง หรือเรื่องของน้ำขยะจากรถเก็บขยะมูลฝอยที่ไหลนองลงพื้นถนน ส่งกลิ่นเหม็นและบางครั้งก็ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกับรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ตามหลังมา
ประกอบกับขยะที่มีมากในเมืองหลวงโดยเฉลี่ยสูงถึงวันละ 9,000-10,000 ตัน ทำให้เกิดปัญหามีขยะจำนวนมากที่ต้องนำเข้าสู่การกำจัด ซึ่ง กทม.ก็มีศูนย์กำจัดขยะ 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยหนองแขม และศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยสายไหม ที่ผ่านมา กทม.พยายามหามาตรการในการแก้ไขเรื่องร้องเรียนกลิ่นเหม็นลอยตามลมไปยังบ้านเรือนประชาชนมาโดยตลอด

ขณะที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางซื่อ ได้มีการตั้งกระทู้ถามสดคณะผู้บริหาร กทม.ในการประชุมสภา กทม. ถึงปัญหากลิ่นเหม็นเปรี้ยวและมลพิษทางอากาศจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหากลิ่นเหม็นและมลพิษจากโรงขยะอ่อนนุชเป็นปัญหาที่เรื้อรังกว่า 4 ปี แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 100%
ด้านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียถึงการทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องขยะของ คณะผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบัน ที่มีความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาโดยระบุว่า เสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โรงขยะอ่อนนุชเป็นดินแดนที่คณะผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันขยับน้อยมากตลอด 4 ปี มองไม่เห็นการแก้ไข แต่กลับมาขยับเยอะเป็นพิเศษในช่วงก่อนหมดวาระ
อย่างไรก็ตาม หากติดตามการทำงานของคณะผู้บริหาร กทม.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีความพยายามในการแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นในจุดทึ่ประชาชนร้องเรียนมา ตั้งแต่ปี 2565 ที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่รับฟังเรื่องราวจากชาวบ้านด้วยตนเองพร้อมหาแนวทางแก้ไข และมอบหมายให้ นายจักกพันธ์ุ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. ติดตามการแก้ไขปัญหาทั้งที่อ่อนนุชและอีก 2 แห่ง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากขยะในพื้นที่โรงกำจัดขยะอ่อนนุชว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กทม.ไม่ได้ละเลยปัญหา แต่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แม้อาจไม่เป็นไปอย่างรวดเร็วตามที่สังคมคาดหวัง เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานและมีข้อจำกัดด้านสัญญาเดิม
สำหรับพื้นที่โรงขยะอ่อนนุชเป็นปัญหาต่อเนื่องในอดีต โดย กทม.ได้ปรับปรุงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปรับพื้นที่รกร้างให้เป็นสวนป่าขนาดใหญ่ และดำเนินมาตรการควบคุมโรงกำจัดขยะที่มีปัญหา โดยเฉพาะโรงกำจัดขยะระบบหมักขนาดประมาณ 800 ตันต่อวันได้สั่งปิดเพื่อปรับปรุงระบบให้เป็นระบบปิด ลดผลกระทบด้านกลิ่นและสิ่งแวดล้อม พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ในพื้นที่มีโรงกำจัดขยะหลัก 2 ประเภท ได้แก่ โรงผลิตปุ๋ยและโรงหมักขยะ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้สัญญาเดิมที่ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างเข้มงวด ส่งผลให้การบังคับใช้มาตรการเพิ่มเติมทำได้จำกัด อย่างไรก็ตาม กทม.ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการปรับปรุงระบบให้มีความรัดกุมมากขึ้น เช่น การปรับเป็นระบบปิด เพื่อลดกลิ่นรบกวนชุมชน
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุภาพรวมสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น ขณะนี้มีการก่อสร้างโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า (Waste-to-Energy) ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว เชื่อว่าจะช่วยลดปริมาณขยะตกค้างภายนอกพื้นที่ และคาดว่าโรงกำจัดขยะที่เป็นแหล่งกลิ่นหลักจะทยอยหมดสัญญาในช่วงปี 2569-2570 ก่อนจะมีโครงการใหม่เข้ามาทดแทน
ส่วนประเด็นผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ผู้ว่าฯ ระบุว่า ผู้ประกอบการภายนอกส่วนใหญ่เป็นกิจการคัดแยกและรีไซเคิลขยะ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดกลิ่นรุนแรง

ขณะเดียวกัน กทม.ได้ติดตั้งเครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) เป็นเซ็นเซอร์ตรวจวัดกลิ่นแบบดิจิทัลในหลายจุด เพื่อลดข้อโต้แย้งจากการใช้ความรู้สึกส่วนบุคคล และเพิ่มความโปร่งใสในการประเมินสถานการณ์ โดยเครื่องนี้จะช่วยวิเคราะห์ จำแนกประเภท และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้การติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมกลิ่นในพื้นที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ยอมรับว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยืนยันว่ามีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง น้อมรับคำติชม แต่ถ้าบอกว่าเราไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่เพราะรองผู้ว่าฯ จักรพันธุ์ลงพื้นที่เกือบทุกสัปดาห์แต่บางอย่างก็ยังมีเงื่อนไขของสัญญาเดิมอยู่ หากจะให้ทำอะไรเพิ่มเติมก็ยังคงติดสัญญา แต่ถ้าสัญญาใหม่เราสามารถบังคับได้ดีขึ้น อีกทั้งมีแผนพัฒนาให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์อุตสาหกรรมขยะของ กทม.ในอนาคต รองรับกิจกรรมรีไซเคิลและการจัดการขยะอย่างครบวงจร” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
ด้านนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เผยถึงแนวทางการดำเนินการในอนาคตเพิ่มว่า ได้มีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละโรงงานอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกองขยะในพื้นที่เปิด รวมถึงปรับปรุงระบบโรงงานกำจัดขยะแบบ MBT (Mechanical Biological Treatment) ที่ดำเนินการโดย KT ซึ่งเคยมีปัญหากลิ่น โดยเพิ่มอาคารปิดและระบบประตูสองชั้น (Double Door) สำหรับรถขนขยะ เพื่อลดการรั่วไหลของกลิ่น
นอกจากนี้ กทม.อยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อจัดระเบียบและดึงเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการอย่างเป็นทางการ รองรับการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมด้านการจัดการขยะในอนาคต โดยมีแนวคิดให้กรุงเทพมหานครเป็นผู้กำกับดูแลภาพรวม
โดยที่ผ่านมา คณะผู้บริหาร กทม.เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อนำแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมกับชุมชน (CSR) มาปรับใช้ พร้อมพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างเป็นระบบต่อไป
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากขยะนั้น ยังคงถือเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่นต้องหาวิธีการแก้ไขให้ได้อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องเรื้อรังที่มีมายาวนานกว่า 4 ปี แต่อีกส่วนหนึ่งประชาชนอย่างเราก็ยังสามารถช่วยลดกลิ่นเหม็นจากขยะที่จะนำเข้าสู่โรงกำจัดได้ ด้วยการช่วยกันคัดแยกขยะ ทั้งขยะเศษอาหาร ขยะรีไซเคิล หรือ ขยะทั่วไป ซึ่งหากสามารถคัดแยกขยะเหล่านี้ออกมาได้แล้ว จะทำให้เหลือขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นน้อยลง เมื่อเทเข้าสู่ระบบการกำจัดก็จะช่วยเรื่องลดกลิ่นได้เช่นเดียวกัน.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



