เมื่อวันที่ 2 พ.ค. นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงกรณีมีนักวิชาการ และภาคธุรกิจออกมาระบุว่าการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจว่า การผลักดันให้ขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย ไม่ควรถูกสื่อสารด้วยข้อมูลด้านเดียวว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเป็นความต้องการของประชาชน หากยังไม่มีหลักฐานที่เป็นตัวแทนระดับประเทศและไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน เพราะนโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่นโยบายการค้าโดยลำพัง แต่เป็นนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความปลอดภัย ครอบครัว เยาวชน และภาระต่อระบบสุขภาพของประเทศ
นพ.พลเทพ กล่าวว่า กรณีการอ้างผลสำรวจว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปลดล็อกเวลาขาย หากข้อมูลดังกล่าวมาจากการสำรวจเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหรือกลุ่มตัวอย่างที่มีบริบททางเศรษฐกิจเฉพาะ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นภาพแทนของประชาชนทั้งประเทศได้ เพราะความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยว เมืองเศรษฐกิจ หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง อาจแตกต่างจากประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย อุบัติเหตุ ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลจากการสำรวจประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 3,924 ตัวอย่าง ใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ระหว่างวันที่ 7–21 มี.ค. 2568 พบว่า ประชาชน 82.8% สนับสนุนให้คงเวลาจำหน่ายสุราตามเดิม หรือไม่เห็นด้วยกับการเปิดขายช่วง 14.00–17.00 น.
ล่าสุดการสำรวจเมื่อวันที่ 18 มี.ค-8 เม.ย. 2569 หลังประกาศปลดล็อก จากประชาชน ผู้ประกอบการร้านค้า นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ รวม 3,960 คนใน 12 จังหวัดทั้งเมืองหลักเมืองรอง พบว่า หลังผ่านไป 3 เดือน ประชาชนยังไม่เห็นด้วยกับการปลดล็อกในครั้งนี้ นอกจากนี้ 70% ระบุว่าการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีผลต่อการมาเที่ยว และกว่า 80% ถึงไม่ปลดล็อกขายช่วงบ่าย ก็ไม่กระทบแผนท่องเที่ยวในไทย ข้อมูลนี้สะท้อนว่าเสียงของประชาชนจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมเพื่อความปลอดภัย มากกว่าการผ่อนปรนเพื่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เพียงด้านเดียว
ในประเด็นเศรษฐกิจและรายได้ของผู้ประกอบการ ข้อมูลภาคสนามจากโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และมีการติดตามผลนโยบาย 180 วัน พบว่า ร้านค้าปลีก 74% ไม่รู้กฎหมายใหม่ หรือไม่ได้มีส่วนได้เสียจากการขยายเวลา ขณะที่ร้านโชห่วยและร้านค้ารายย่อยสะท้อนตรงกันว่า รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงการย้ายเวลาซื้อจากช่วงเย็นมาเป็นช่วงบ่าย ไม่ใช่การสร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ข้อมูลการติดตามผลช่วงปีใหม่ 2569 ยังชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนสำคัญ โดยพบว่า การเสียชีวิตจากสุราระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.-1 ม.ค. เพิ่มขึ้น 4.8 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะเดียวกัน ผลงานวิจัยจากการเฝ้าระวังการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์ของอาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังชี้ให้เห็นว่า หลังการปลดล็อกเวลา 14.00-17.00 น. การสื่อสารที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นจาก 55.9% เป็น 67.5%
ขณะที่ นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า จากการเข้าร่วมการสัมมนาเชิงวิชาการเพื่อติดตามและประเมินผลกระทบของนโยบายการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน ในประเทศไทย จัดโดยมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 พื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี มีข้อเสนอว่าไม่ควรขยายเวลาจำหน่ายช่วง 14.00-17.00 น. ทั้งประเทศ แต่อาจพิจารณาผ่อนปรน จำกัดเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวหรือช่วงเทศกาลสำคัญ พร้อมเงื่อนไขการลดผลประทบที่เข้มงวด เช่น การป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน การป้องกันการเมาแล้วขับ และการจัดระบบติดตามผลด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรนำไปพิจารณาคือ รัฐไม่ควรตัดสินใจปลดล็อกเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นการถาวรหรือเป็นการทั่วไปทั้งประเทศในทันที แต่ให้พิจารณาผ่อนปรนเฉพาะพื้นที่เฉพาะเท่านั้น.



