ภายหลัง “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม ระบุในวันมอบนโยบายการบริหารงานอย่างเป็นทางการกับกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นวันแรก วันที่  22 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมจัดตั้ง “กองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม” เพื่อสนับสนุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้เอสเอ็มอี รวมทั้งการอัพสกิล รีสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ วงเงินประมาณแสนล้านบาท โดยรูปแบบของกองทุนฯ จะดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุน และหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วม ซึ่งจะหารือกับทางธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เป็นรายแรก เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ให้เงินทุนและคำแนะนำทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา

ล่าสุด “วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม” แจงถึงถึงความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้เอสเอ็มอี วงเงินประมาณแสนล้านบาทว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาและหารือกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากความกังวลเรื่องสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 68% ใกล้ชนเพดานหนี้ 70% แล้ว ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาภาระงบประมาณในภาพรวม ต้องรอพิจารณาสักระยะว่า เพดานหนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป รวมถึงแนวทางนโยบายของรัฐบาล จะมีโครงการต่างๆ เข้ามามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนในภาคส่วนอื่นที่ยังได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน

จ่อขนสินค้ามาตรฐานลด 40%

“ถ้าถามว่า จะไปต่อหรือพอแค่นี้ ก็ต้องบอกว่า ถ้าหากเรามีโอกาส ถ้ามีซีลิ่งพอก็ดำเนินการ แต่ก็ต้องดูนโยบายรัฐบาล  เพราะถ้ามันชนซีลิ่งไปแล้วมาเจออยู่เฉพาะของอุตสาหกรรมเนี่ย เดี๋ยวเซกเตอร์อื่น ก็จะต่อว่าได้ เพราะว่ายังมีพี่น้องประชาชนคนไทยที่ยังเดือดร้อนที่จะต้องใช้เงินงบประมาณเหมือนกันอยู่พอสมควร จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบ ส่วนกรณีที่ได้หารือร่วมกับธนาคารโลก ล่าสุดมีหลายโครงการที่จะทำร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมม บางโครงการก็มีความละเอียดสูง มีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงมาก การทำร่วมกันต้องใช้เวลามาก เป็นสิ่งที่ดำเนการต่อไป”  

นอกจากนี้ได้หารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมมาครบทุกกรม เพื่อเตรียมประสานกับภาคเอกชนในการนำสินค้ามาตรฐานโรงงานราคาย่อมเยา ถูกกว่าท้องตลาด 30-40% มาจำหน่ายให้กับประชาชนโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการไทยช่วยไทย ที่ตั้งใจให้นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกันหลายจุดทั่วประเทศ

ไม่แข่งส่งออกปริมาณต้องแข่งมูลค่าสูง

“ประเทศไทยเราก็ยังไม่เคยเจอความท้าทายในหลาย ๆ มิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงาน วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และก็วิกฤตทางสภาพภูมิอากาศ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องปรับตัวไม่ว่าจะเป็นมิติในประเทศ และมิติต่างประเทศ มันเป็นเวลาที่เราไม่ใช่มาแข่งกันส่งออกว่าใครส่งออกได้เยอะที่สุด แต่ต้องส่งออกของที่แพงที่สุด”

ส่วนความคืบหน้าการลงพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จ.สุพรรณบุรีว่า ปัจจุบันศูนย์ฯ รองรับผู้ใช้บริการได้ประมาณ 6-8 รายต่อวัน มีแผนที่จะเพิ่มศักยภาพการรองรับเป็นเท่าตัว รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการแปรรูปให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น โดยมีนโยบายอัพสกิล รีสกิล ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อให้เท่าทันเทคนิคการผลิตสมัยใหม่ และขยายไป

เน้นเพิ่มมูลค่าสินค้า

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตฯ จะ “เน้นเพิ่มมูลค่า” ให้กับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศ เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย ซึ่งได้เดินหน้าวางโครงสร้างพัฒนาใหม่ เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ เพื่อให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมสามารถตอบโจทย์ศักยภาพของแต่ละภูมิภาคได้อย่างตรงจุดผ่านการบูรณาการวัตถุดิบท้องถิ่น อัตลักษณ์พื้นที่ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

ใช้ดีพร้อมไอทีซีเครื่องมือยกระดับเอสเอ็มอี

น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้เร่งส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมอาหารชุมชนผ่านดีพร้อม ไอทีซี  ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาทดลองผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานการผลิตในระดับสากลให้สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง พร้อมทั้งเชื่อมโยงองค์ความรู้ มาตรฐาน และแหล่งทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจในมิติต่าง ๆ เพื่อแก้ข้อจำกัดสำคัญเอสเอ็มอี ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง รวมถึงขาดกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน

สำหรับการจัดกิจกรรมเปิดบ้านสุพรรณในครั้งนี้ เป็นการสร้างการรับรู้ ถึงการให้บริการที่แตกต่างของ DIPROM ITC @DC8 โดยเป็นสถานที่ผลิตต้นแบบแห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ภายใต้ชื่อ“8-พร้อม-พัฒน์ (8 PROM PLUS)” ซึ่งมีการบ่มเพาะผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผ่านกระบวนการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย และอยู่ระหว่างการยกระดับสู่มาตรฐานและการขอรับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถต่อยอดสู่การจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมผง แป้งข้าว กข.43และผำผงอบแห้ง ซึ่งสะท้อนศักยภาพของการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นสินค้าอาหารมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ได้อย่างมีศักยภาพ