นาย วัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังจาก นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจง กรณีการจัดทำโครงการแอปพลิเคชั่น “Thailand FishAI” ของกรมประมง ในเรื่องของความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการฯ ว่า อธิบดีกรมประมง ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าว ไม่ได้ใช้งบประมาณของกรมประมง แต่เป็นการของบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่ปี 2568  โดยผ่านการประสานงานจากนาย พลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการประมง กรมประมง โดยได้งบประมาณจำนวน 9.1 ล้านบาท จำแนกเป็น การพัฒนามันสมอง AI จำนวน 5 ล้านบาท/ จัดทำแอพพลิเคชั่นฯ 1 ล้านบาท /การจัดทำเว็บไซต์ 1 ล้านบาท และ พัฒนาระบบคลาวด์ อีก 1 ล้านบาท ตลอดจน การซื้อคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และ ระบบหลังบ้าน

ทั้งนี้ยืนยันว่า จากการหารือในครั้งนี้ ยังไม่เห็นความผิดปกติของโครงการดังกล่าว แต่ยอมรับ จำนวนเงินที่ลงทุนกับประสิทธิภาพการใช้งานในขณะนี้ยังไม่เกิดความคุ้มค่า ซึ่งตนได้กำชับให้กรมประมง ผู้รับจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพัฒนาแอพพลิเคชั่นฯ เพื่อทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานโดยเฉพาะการแยกชนิดปลาที่ยังมีข้อจำกัด พยายามผลักดันทำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด หากพบปัญหาก็ต้องเร่งแก้ไขเพื่อเกิดความเรียบร้อย

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึง บริษัท บลู ซิสเต็ม เทคโนโลยี จำกัด ที่เป็นผู้รับจ้างในโครงการนี้ และยังรับงานกรมประมงอีกหลายโครงการฯ ได้รับการเอื้อประโยชน์หรือไม่ จากการสอบถามฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ให้ข้อมูลว่า บริษัทดังกล่าว มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องความไม่โปร่งใส และเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด  ณ ปัจจุบัน ยังไม่ถึงขั้นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ แต่หลังจากนี้จะติดตามการทำงานของแอพพลิเคชั่นดังกล่าวรายสัปดาห์ เพื่อเร่งรัดทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านนายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการประมง กรมประมง และหัวหน้าโครงการ “Thailand FishAI” กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเป็น “ห้องสมุดสัตว์น้ำเคลื่อนที่” รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก ควบคู่กับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยจำแนกชนิดปลา และสนับสนุนการสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศ

สำหรับ แอปพลิเคชัน ยังเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่กรมประมง ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อเพิ่มฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ สำหรับกรณีที่ระบบเกิดความคลาดเคลื่อนในการจำแนกชนิดปลาในช่วงเริ่มต้น

ทั้งนี้ทีมวิจัยได้เร่งปรับปรุงระบบแล้ว โดยเพิ่มกลไกคัดกรองข้อมูล หากเป็นภาพที่ไม่ใช่ปลา ระบบจะไม่แสดงผลจำแนก แต่จะแจ้งให้ผู้ใช้งานส่งภาพใหม่ที่ชัดเจนแทนโดยปัจจุบันระบบสามารถจำแนกปลาได้ประมาณ 50–52 ชนิด ซึ่งเป็นชนิดปลาที่อยู่ในฐานข้อมูล และมีความแม่นยำในระดับสูง โดยผ่านการคัดเลือกโมเดลที่มีความแม่นยำมากกว่า 70% ก่อนนำมาใช้งานจริงส่วนการพัฒนา AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก โดยโครงการนี้ได้จัดเก็บภาพปลาจริงมากกว่า 50,000 ภาพ จากแหล่งเพาะเลี้ยงของกรมประมง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพสำหรับการฝึกสอน และหลีกเลี่ยงปัญหาด้านลิขสิทธิ์ ในด้านแนวทางพัฒนา กรมประมงเลือกพัฒนา AI ภายในประเทศ เพื่อรักษาอธิปไตยทางข้อมูล และลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว เนื่องจากหากใช้บริการจากต่างประเทศ จะมีค่าใช้จ่ายต่อการประมวลผลในแต่ละครั้ง ซึ่งเมื่อมีผู้ใช้งานจำนวนมาก จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสะสม