เมื่อวันที่ 5 พ.ค. เวลา 16.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกันภายใน โดยมีมติเห็นว่าการออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ไม่น่าจะชอบ ตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และพรรคประชาธิปัตย์ยังมีมติว่าเราจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้อง ในการใช้อำนาจกู้เงินครั้งนี้

ตามกฎหมายได้เปิดช่อง ยืดหยุ่นให้กับฝ่ายบริหาร ว่าในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินจริงๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณ คือใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่มีการอ้างกัน คือการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หากย้อนกลับไปในอดีต จะมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติมในลักษณะนี้โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ล้วนเป็นวิกฤติระดับมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นในปี 2541 การออก พ.ร.ก. ในวิกฤติต้มยำกุ้ง หรือปี 2552 ที่มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2565 ที่มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิด-19 

ปัจจุบันประชาชนเดือดร้อนเรื่องพลังงานก็จริงไม่มีใครเถียง แต่รัฐบาลมีทางเลือกอื่น เศรษฐกิจปีที่แล้วโต 2.6% ปีนี้มีสงครามตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ว่า จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% ยังไม่ติดลบ

พรรคประชาธิปัตย์อยากจะเสนอไปยังรัฐบาลว่าแทนที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐบาลควรจะเร่งออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ อย่างที่ได้พูดไว้หลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งเดิมทีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าน่าจะสามารถโอนงบประมาณที่ไม่มีการเบิกจ่าย และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องใช้งบประมาณฉบับเดิม น่าจะโอนเข้ามาเพื่อเป็นการใช้งานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างน้อยประมาณ 100,000 ล้านบาท

ล่าสุดมีข่าวว่า จะมีการโอนงบประมาณเพียง 50,000 ล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์อยากถามว่าทำไมถึงทำได้แค่นั้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมี 50,000 ล้านบาทในมือที่จะใช้กับโครงการที่รัฐบาลมองว่าจำเป็นเร่งด่วน

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในงบประมาณ ปี 69 ณ ปัจจุบันเพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลสามารถที่จะกู้เพิ่มเติมได้ ด้วยการออก พ.ร.บ.งบกลางปี ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถเอามารวมกับการโอนงบประมาณ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในระหว่างนี้ จนกว่างบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่จะสามารถใช้ได้ แต่รัฐบาล สามารถใช้แหล่งเงินตามที่ตนได้ชี้แจงไปได้ ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน จนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คืองบประมาณรายจ่ายปี 70 ที่จะทำให้มีเม็ดเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท

“พรรคฯ มีมติเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เรายอมไม่ได้ ในการที่รัฐบาลจะผลักดันโครงการต่างๆ ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เราจะเดินหน้ายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการปฏิบัติตามมติ ครม.ครั้งนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของประชาชนหรือไม่” นายกรณ์ กล่าว

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เราไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล เพราะเห็นว่าในรายละเอียดของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งแม้จะพูดถึงการประคับประคองระบบเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น การจัดหาผลผลิตปุ๋ยหรือโครงการต่างๆ สามารถใช้แหล่งเงินอื่นได้

แต่อีกส่วนหนึ่ง ที่อ้างเป็นเรื่องที่ขัดต่อความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คือเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงาน มันไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินจำเป็นแน่นอน แต่ใช้เงินนับแสนล้านบาท และต้องออกเป็น พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นการขัดเงื่อนไขของการออก พ.ร.ก. ของรัฐบาลครั้งนี้ พรรคฯ ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด

“ขณะนี้มีการดำเนินการยกร่างหนังสือที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่การลงลายมือชื่อเพื่อยื่นต่อศาลฯ นั้นต้องใช้เสียงสส.ถึง 1 ใน 5 คือ 100 คน เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ซึ่งจะได้มีการประสานงานต่อไป” นายสาทิตย์ กล่าว