เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 69 ว่าที่ร้อยตรีภัคภูมิ เสียงอ่อน นายกเทศมนตรี เทศบาล ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เข้าตรวจสอบสภาพแม่น้ำลี้ แม่น้ำสายหลักของ จ.ลำพูน พบว่าภายในเขตเทศบาล ต.บ้านโฮ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญ ไม่เพียงลำน้ำลี้จะมีสภาพแห้งขอดเป็นช่วง ๆ มีแต่กรวดหินดินทราย ทุ่งหญ้า แต่ยังเกิดการพังทลายของ 2 ตลิ่งริมน้ำอย่างรุนแรงอีกด้วย บางจุดเช่นบริเวณหมู่บ้านโฮ่งหลวง หมู่ 2 ต.บ้านโฮ่ง ถูกแม่น้ำลี้กัดเซาะริมตลิ่งหายไปกว่า 1 กม.มีร่องรอยการถูกน้ำลี้ทำลายอย่างชัดเจน ขณะที่บางจุดในบางหมู่บ้านแผ่นดินริมน้ำหายไป 200 – 300 เมตร ทั้งนี้ผลกระทบดังกล่าวกระจายไปแทบจะทุกหมู่บ้านที่อยู่ในเขตเทศบาล ต.บ้านโฮ่ง และเมื่อตรวจสอบข้อมูลในตลอดแม่น้ำลี้ที่มีความยาว 210 กม. ยังพบด้วยว่าจำนวนหมู่บ้านและตำบล ที่ได้รับความเสียหายการการพังทะลายของตลิ่ง มีความยาวนับร้อย กม. ชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนนับพันครอบครัว

นายคำ แหล่งป่าหมุ่น อายุ 85 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19 / 3 หมู่บ้านห้วยห้า หมู่ 7 ต.บ้านโฮ่ง เปิดเผยว่า ที่ดินของตนอยู่ติดริมแม่น้ำลี้ มีทั้งหมดเกือบ 5 ไร่หรือ 4 ไร่ 3 งาน ตอนนี้เหลือเพียง 2 ไร่ ที่ดินหายไปเกือบ 3 ไร่เพราะถูกแม่น้ำลี้กัดเซาะ และก็ใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น รวมทั้งเพื่อนบ้านที่มีที่ดินหรืออาศัยอยู่ริมแม่น้ำลี้ ก็ถูกแม่น้ำลี้พังทะลายหน้าดินจนที่ดินหายไปกับน้ำเช่นเหมือนตน ในช่วงที่ดินยังอยู่ครบจำนวน ตนได้ทำคอกวัวไว้ แต่ตอนนี้ไม่มีเหลือแล้ว เหลือก็แต่เสาคอกวัวในแม่น้ำลี้ เมื่อก่อนนี้ที่ดินของตนอยู่เลยไปมากกว่ากลางแม่น้ำ แต่ในเวลานี้แม่น้ำเอาที่ดินทั้งเวิ้งน้ำของตนไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำลี้ไปแล้ว จนเหลือแต่โฉนดแต่ไม่มีที่ดิน
“ก็ต้องทำใจ” นายคำ ระบุสั้น ๆ พร้อมกับหัวเราะ

ในเรื่องเดียวกันนายวิรัตน์ แก้วสุข อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่บ้านห้วยห้า หมู่ 7 ต.บ้านโฮ่ง เปิดเผยด้วยว่า บ้านของตนก็น้ำแม่น้ำลี้ซัดตลิ่ง ตนอยู่ในหมู่บ้านนี้มากว่า 20 ปี ในตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่ แม่น้ำลี้ได้ทำลายตลิ่งอย่างต่อเนื่อง จนที่ดินที่ตนเคยมีเกือบ 2 งานเหลือเพียงเสี้ยวเดียว ก็คือเหลือไม่ถึง 1 งาน
“ก็ต้องอยู่กันไปเรื่อย ๆ ต้องไปขอให้ทางเทศบาลช่วยเหลือเรื่อย” นายวิรัตน์ กล่าวและเพิ่มเติมด้วยว่า ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด

ด้านว่าที่ร้อยตรีภัคภูมิ เปิดเผยว่า แม่น้ำลี้มีความยาว 210 กม. เริ่มตั้งแต่ อ.ทุ่งหัวช้าง ยาวไปถึง อ.เวียงหนองล่อง เฉพาะที่ ต.บ้านโฮ่ง ลำน้ำลี้ยาวราว 10 – 11 กม. ถูกลำน้ำลี้กัดเซาะ ทำลายตลิ่งไปแล้ว 7 – 8 กม. เพราะ อ.บ้านโฮ่ง เป็นแหล่งรับน้ำลี้จาก อ.ทุ่งหัวช้าง , อ.ลี้ ในช่วงเดือน ก.ย และ ต.ค. ของทุกปี ความเสียหายที่เกิดขึ้นรุนแรงมาก จนต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอเร่งเข้ามาแก้ไขสถานการณ์
“ริมฝั่งแม่น้ำลี้ ถ้าฝั่งไหนถูกกัดเซาะ อีกฝั่งก็จะมีที่ดินงอกเพิ่มขึ้นมา” ว่าที่ร้อยตรีภัคภูมิ กล่าว และเปิดเผยต่อไปว่า พิกัดที่ตลิ่งถูกน้ำทำลายยาวที่สุดอยู่ที่หมู่บ้านโฮ่งหลวง หมู่ 2 หายไป 1 กม. ส่วนชาวบ้านบางรายที่ดินหายไปกับลำน้ำลี้ 1 – 2 ไร่ ตรงนี้ต้องปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ดินของชาวบ้านที่หายไป จะมีการสงวนสิทธิ์ให้ชาวบ้านอย่างไร จะนำที่ดินกลับมาให้ชาวบ้านในรูปแบบไหน แต่ก็ยังไม่มีแนวทางจะจัดการเรื่องนี้ และที่ดินของชาวบ้านก็หายไปในแม่น้ำลี้ทุกปี ในตลอดความยาวของแม่น้ำหายไปเป็นร้อย กม. หลายสิบหมู่บ้านและหลายตำบล เฉพาะในเขตเทศบาล ต.บ้านโฮ่ง ก็ 7 – 8 หมู่บ้านแล้ว แต่ถ้าเป็นทั้ง ต.บ้านโฮ่ง มีหมู่บ้านทั้งหมด 18 หมู่บ้าน ผลกระทบอาจจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 11 – 12 หมู่บ้าน

“มีการของบประมาณจากส่วนกลางเพื่อแก้ปัญหา เพราะการดูแลลำน้ำลี้ใช้งบประมาณเกินที่เทศบาลจะมี แต่ไม่ได้งบ” ว่าที่รอยตรีภัคภูมิ กล่าว และว่าถ้าไม่การดูแลเรื่องนี้ภายใน 5 ปีปัญหาจะรุนแรงกว่าเดิม ชาวบ้านจะเดือดร้อนกว่าที่เป็นอยู่ ตลิ่งจะพังอย่างน้อย 200 – 300 เมตร ไปจนถึง 2 – 3 กม. ภายในเขตเทศบาล ต.บ้านโฮ่ง เฉพาะเพียงปีที่ผ่านมา มีชาวบ้านเจอปัญหานี้ไปแล้วเกือบ 1,000 ครอบครัว




