วันที่ 7 พ.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีใหม่ หลังจากรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยประเมินจีดีพีปี 69 ขยายตัวเพิ่ม 0.6% เป็น 2.1% จากคาดเดิม 1.5% และปี 70 คาดจีดีพีขยายตัว 1.6% ลดจาก 2% เนื่องจากฐานจีดีพีที่สูงในปีนี้

นอกจากนี้หลังจาก พ.ร.ก.กู้เงินออกมา ยังทำให้เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 69 เพิ่มขึ้นเป็น 3-3.1% จากคาดเดิม 2.9% โดยระหว่างปีในบางเดือนเงินเฟ้อจะสูงถึง 4-5% ส่วนเงินเฟ้อปี 70 คาดขยายตัว 1.4% จาก 1.5% กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีจำนวนมาก ที่เข้ามาประคองเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันยังได้ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation เพราะนิยามคือเศรษฐกิจโตต่ำพอสมควร และเงินเฟ้อสูงระยะยาว ซึ่งขณะนี้ประเมินว่าเงินเฟ้อสูงแต่จะทยอยปรับลดลงในไตรมาส 2 ปี 70 โดยเชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงไม่ยาว และได้แตกต่างจากต่างประเทศ เงินเฟ้อไทยอยู่ขอบล่าง ส่วนต่างประเทศเงินเฟ้ออยู่ขอบบน

นายวิทัย กล่าวว่า ในมาตรการกระตุ้นและบรรเทาเยียวยา เช่น คนละครึ่งพลัส มีผลต่อเงินเฟ้อทั้งปีแต่ไม่มาก คาดว่าในไตรมาส 3 จะดีดขึ้นบ้าง ส่วนของ ธปท. จะมีการปรับมาตรการบรรเทาผลกระทบหลายตัว ซึ่งในครั้งนี้มาตรการการคลังจะใช้เป็นตัวหลัก

ทั้งนี้ ธปท.เตรียมปรับมาตรการสนับสนุนสินเชื่อเอสเอ็มอี อย่างโครงการ SME Credit Boost ให้สอดคล้องกับวิกฤติจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ให้มีการค้ำประกันง่ายขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น รวมถึงขอให้ธนาคารใช้ที่ดินเข้ามาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ หรือโครงการ Secure+

ขณะที่ ธปท. ต้องติดตามหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ถ้าจำเป็นต้องผ่อนปรนคล้ายกับมาตรการฟ้า-ส้ม ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องออกมาเป็นมาตรการเฉพาะจุด

นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคารให้ลดลงบางรายการ ซึ่งกำลังประเมินผลกระทบขั้นสุดท้าย คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค. นี้ และจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการได้ในเดือน ก.ค. นี้ หรืออาจจะในอีก 2-3 เดือนหลังจากนั้นแล้วแต่กรณี ซึ่งจะทำให้ลดภาระให้รายย่อยและเอสเอ็มอีได้