เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนและประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการดำเนินงานของกระทรวงฯ ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างเป็นระบบ
ซึ่งทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ ได้สรุปและพาไปติดตามกัน ว่าสาระสำคัญจดหมายเปิดผนึกกระทรวงพาณิชย์ มีอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปัญหาสินค้าเกษตรเป็นประเด็นที่สะสมมานาน ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิตและข้อจำกัดทางการค้า จึงได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน แบ่งเป็น 6 ประเด็นสำคัญ ดังนี้:
1. การบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ”
กระทรวงฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยชี้แจงว่าได้วางรากฐานการทำงานเชิงรุก 3 ระยะ:
- ต้นน้ำ: จัดทำปฏิทินผลผลิตล่วงหน้า กำหนด Zoning การปลูกให้สอดคล้องกับ Demand และนำเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้เพื่อยกระดับมาตรฐาน
- กลางน้ำ: ส่งเสริมการแปรรูปด้วยนวัตกรรมเพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกิน และจัดตั้ง “ล้งชุมชน” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร
- ปลายน้ำ: รักษาตลาดเดิม (เช่น จีน) และรุกตลาดใหม่ (อินเดีย เอเชียกลาง) พร้อมใช้กลไก Live Commerce และ Contract Farming ในการระบายสินค้า
2. มาตรการเชิงรุกด้าน “ทุเรียน”
เพื่อรักษาแชมป์ส่งออก กระทรวงฯ ได้ใช้ยุทธศาสตร์สร้างอุปสงค์ล่วงหน้าผ่านแคมเปญ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” และรุกตลาดเมืองรองในจีน พร้อมบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับ “ทุเรียนอ่อน” และ “ล้งนอมินี” โดยล่าสุดมีการสุ่มตรวจล้งกว่า 760 แห่ง และสั่งพักใบอนุญาตผู้กระทำผิดทันที เพื่อรักษาภาพลักษณ์สินค้าไทยในระดับสากล
3. การสร้างสมดุล “น้ำมันปาล์ม” เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
กระทรวงฯ บริหารจัดการน้ำมันปาล์มผ่านคณะอนุกรรมการฯ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการบริโภค การส่งออก และภาคพลังงาน โดยเฉพาะการนำไบโอดีเซล B20 มาใช้บรรเทาผลกระทบวิกฤตพลังงาน ซึ่งช่วยให้ราคาผลปาล์มในประเทศขยับตัวสูงขึ้นเป็น 6.80-7.40 บาท/กก. (ข้อมูล ณ พฤษภาคม 2569) และยืนยันว่าการขออนุญาตส่งออกเป็นไปเพื่อคุมสต็อก ไม่ใช่อุปสรรคทางการค้า
4. การแก้ปัญหามะพร้าวน้ำหอมและ “ล้งนอมินี”
จากปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำเนื่องจากภัยแล้งและเศรษฐกิจจีนชะลอตัว กระทรวงฯ ได้ดำเนินมาตรการแก้ไขดังนี้:
- ระยะเร่งด่วน: เปิดจุดรับซื้อนำตลาดใน 4 จังหวัดหลัก ช่วยดันราคาจาก 3-4 บาท ขึ้นมาเป็น 10-12 บาท/ลูก
- ระยะยาว: ผลักดัน “ล้งชุมชน” ตัดวงจรพ่อค้าคนกลางต่างชาติ และร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จัดทำ “ตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวแท้ 100%” เพื่อป้องกันสินค้าปลอมปน รวมถึงประสาน CIB กวาดล้างนอมินีในพื้นที่จังหวัดราชบุรี
5. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” แก้ไขวิกฤตปุ๋ยแพง
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบการนำเข้าแม่ปุ๋ย กระทรวงฯ ได้เร่งบรรเทาทุกข์เกษตรกรผ่านโครงการธงเขียวฯ:
- มอบส่วนลดปุ๋ยเคมีสูงสุด 300 บาทต่อกระสอบ (จำกัดครัวเรือนละ 5-6 กระสอบ)
- จัดเตรียมปุ๋ยเคมีรวม 600,000 กระสอบ กระจายสู่ 40 จังหวัดทั่วประเทศ
- เตรียมแผนระยะยาวร่วมกับ ธ.ก.ส. ในโครงการ “แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยสูตรสำเร็จที่มีราคาสูง
6. การบริหารจัดการมะม่วง “ไทยช่วยไทย”
กระทรวงฯ ปฏิเสธกระแสข่าวภาครัฐละเลยปัญหามะม่วงล้นตลาด โดยชี้แจงว่าได้จัด Business Matching ล่วงหน้า สร้างมูลค่าการค้ากว่า 3,120 ล้านบาท และทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Contract Farming) ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางกว่า 1,220 ตัน พร้อมกระจายสินค้าผ่านรถโมบายและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตสายพันธุ์น้ำดอกไม้และแฟนซีที่กำลังออกสู่ตลาด



