ยูธ โอลิมปิก จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ในปี 2010 โดยศักดิ์ศรีถือเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ สำหรับนักกีฬาอายุ 15 ถึง 18 ปี เรียกได้ว่าเป็น “โอลิมปิกระดับเยาวชน”
แนวคิดของผู้ริเริ่มมาจาก โยฮันน์ โรเซนซอป์ฟ ชาวออสเตรีย ในปี 1998 (เสียชีวิตไปแล้วในปี 2018) กระทั่งมีการอนุมัติให้เกิดขึ้น เป้าหมายคือการแข่งขันกีฬาไปพร้อมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะกับนักกีฬาโอลิมปิก
ในอดีตการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาถือเป็นโอกาสดีของแต่ละประเทศในการสร้างชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการพัฒนานักกีฬา พัฒนาสังคม
ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน ล้วนใช้การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกเป็นประตูเปิดประเทศสู่นานาชาติ หรือกาตาร์ และ ซาอุดีอาระเบีย ก็ใช้ฟุตบอลโลกเป็นเวทีแสดงศักยภาพของตน
อย่างไรก็ตามความจริงที่ต้องยอมรับก็คือนอกจากโอลิมปิก ทั้งฤดูร้อน ฤดูหนาว หรือรวมถึงฟุตบอลโลก แต่มหกรรมกีฬาอื่นๆ นั้น หลายรายการแทบไม่มีใครอยากเป็นเจ้าภาพ
เช่นเดียวกับ ยูธ โอลิมปิก 2030 หลังจากที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ถึงการตัดสินใจไม่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพยูธ โอลิมปิก 2030 ให้เหตุผลหลักมาจากเรื่องงบประมาณที่สูงถึง 5 พันล้านบาท
ความทราบไปถึง เคิร์สตี โคเวนทรี ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ไม่กี่วันต่อมา โคเวนทรี ถึงกับประกาศเลื่อนกำหนดการเลือกเมืองเจ้าภาพ จากที่เคยระบุไว้ว่าจะเป็นวันที่ 25 มิ.ย. กลายเป็นเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนด
พร้อมกับยอมรับว่า “ต้องทบทวนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับกีฬาเยาวชนใหม่ทั้งหมด เพราะสะเปะสะปะ และไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน” น่าจะชัดเจนว่า พอไทยตัดสินใจไม่ลุยต่อ อีก 2 ชาติแคนดิเดต อาซุนซิโอน ประเทศปารากวัย และซันติอาโก ของชิลี ก็คงไม่คิดสานต่อเช่นกัน
ที่จริงเคยมีข่าวมานานแล้วว่า แม้แต่ภายในไอโอซีก็มีความเห็นต่างในเรื่องยูธ โอลิมปิก โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วย มองว่ามันคุ้มค่าจริงหรือไม่ที่ไอโอซีต้องใช้เงินมหาศาลร่วมลงทุนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไปกับประเทศเจ้าภาพ
ทำไมไม่มีใครอยากได้ ยูธ โอลิมปิก?
ประการแรกเป็นเรื่องของงบประมาณ สิงคโปร์ เคยตั้งงบไว้ที่ 2,500 ล้านบาท แต่สุดท้ายก็จบที่บานทะลักไป 3 เท่า ใช้เงินไปกว่า 7,600 ล้านบาท ตลอดการแข่งขัน 13 วัน
จีน เจ้าภาพครั้งต่อมาในปี 2014 มีรายงานใช้เงินไปกว่า 10,000 ล้านบาท จากนั้น อาร์เจนตินา ปี 2018 ใช้เงินไป 4,000 ล้านบาท และล่าสุด เซเนกัล ปี 2026 ตั้งงบไว้ที่ 4,800 ล้านบาท แต่ไม่ชัดเจนว่าบัดนี้งบทะลุไปแล้วหรือไม่
ต่อมาเป็นเรื่องของความไม่ชัดเจนเองว่า ตกลงยูธ โอลิมปิก จัดขึ้นเพื่อเป็นความเป็นเลิศของนักกีฬา หรือแค่ให้เป็นกิจกรรมของเยาวชนได้สร้างความสัมพันธ์?
ถ้าเพื่อความเป็นเลิศ แฟนกีฬาก็อาจไม่รู้สึกว่าเลิศเท่าไร เพราะดูคนเก่งๆ ในระดับผู้ใหญ่มันย่อมสนุกกว่า หรือถ้าแค่สร้างความสัมพันธ์ก็ยิ่งไม่ตอบโจทย์ของการเป็นแฟนกีฬา
ขณะเดียวกัน เมื่อกีฬาของเยาวชน ก็ทำให้ไม่มีนักกีฬาที่มีชื่อเสียงเข้าร่วม ระดับการแข่งขันก็ต่ำกว่าระดับของผู้ใหญ่ และแรงดึงดูดใจที่มีต่อแฟนกีฬาน้อยลง
เช่นเดียวกับแรงดึงดูดใจต่อสื่อทั่วโลก พวกเขาต่างไม่สนใจรายงานข่าว การประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้จึงน้อยลงตาม
นอกจากนี้นักกีฬาเยาวชนระดับชั้นนำ ก็ต่างลงแข่งขันในระดับผู้ใหญ่ เช่น โอลิมปิก หรือเยาวชนชิงแชมป์โลกในกีฬาของตัวเอง ความสำคัญของยูธจึงลดลงเข้าไปอีก
เหตุผลทั้งหมดทั้งปวง ส่วนใหญ่จึงไม่มีใครมองว่าคุ้ม ก็ไม่ว่าสหรัฐอเมริกา หรือชาติใหญ่ๆ ในยุโรป ก็ล้วนไม่มีใครอยากรับงานนี้ไปดูแลกันเลย
น่าติดตามจริงๆ ว่าอนาคตของ “ยูธ โอลิมปิก” จะเป็นอย่างไร?



