เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่หน้าสถานีขนส่งเอกมัย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมสมาชิกสัมพันธ์อาสาส้ม เขตคลองเตย ซึ่งเป็นการรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงบทบาทของ สส. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)

โดยนายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ตอนนี้ เรากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง กทม. สิ่งที่จะมาคุยในวันนี้คือวาระที่ประชาชนจะใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองผลักดันคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าใน กทม.ได้อย่างไร เปลี่ยนจากกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองยากๆ ให้เป็นเมืองง่ายๆ ได้อย่างไร

เมื่อถามว่า แนวทางที่นายณัฐพงษ์เคยให้ไว้ตอนประชุมใหญ่พรรคว่าไม่อยากให้ สส.เอื้อบ้านใหญ่มาก จะถูกนำมาใช้กับ สก.ด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคการเมือง หน้าที่ของเราคือทำงานทางความคิด อย่างสนาม กทม. ตนเชื่อว่าไม่ว่าผู้ว่าฯ คนหนึ่งคนใด จะมาจากพรรคประชาชนหรือไม่ใช่พรรคประชาชนก็ตาม แต่ถ้ามีเฉพาะทีมผู้ว่าฯ โดยไม่ได้มีทีม สก.หรือทีม สส. ปัญหาหลายๆ อย่าง ที่เป็นปัญหายากๆ ในกรุงเทพมหานคร เหมือนแทบจะแก้ไม่ได้เลยจริงๆ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นตำแหน่งเดียวในประเทศไทยที่มีคนเลือกเป็นล้านๆ คน แต่อำนาจในการย้ายเสาไฟฟ้าสักต้นยังไม่มีเลย การจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้ต้องใช้แบบฟูลทีม คือมี สก.ตรากฎหมายในระดับข้อบัญญัติ สส.ช่วยผ่านพระราชบัญญัติ ทำให้เราแก้ปัญหาหน้าบ้านให้กับประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อถามถึง ผลนิด้าโพลที่พบว่าประชาชนไม่ตื่นเต้นกับการเลือกตั้ง กทม. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในทุกสนามการเลือกตั้งมีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงเสมอ ตนอยากเชิญชวนชาว กทม. ให้มองไปไกลกว่าการที่ใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ แน่นอนว่าที่ผ่านมา เราอาจจะเห็นการแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ เส้นเลือดฝอย ทำได้ดี ซึ่งตนเชื่อว่าทีมพรรคประชาชนแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอยได้ดีไม่แพ้ตัวเลือกอื่น จุดแข็งของเราคือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การพิจารณางบประมาณอย่างโปร่งใสทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งต้องใช้ สก.อย่างน้อยเกินครี่งสภา ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้เราคงไม่ได้มองถึงโอกาสที่เราจะแพ้หรือชนะ แต่คือโอกาสที่จะทำให้คน กทม. มองเห็นว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

เมื่อถามถึง กรณีที่สวนดุสิตโพลเปิดเผยความนิยมคน  กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้อันดับหนึ่ง ทิ้งห่างนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการลงพื้นที่อย่างเข้มแข็งทั้งในระดับ สส. ว่าที่ผู้สมัคร สก. และแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนรู้สึกมองเห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหากรุงเทพฯ ให้ดีกว่านี้ ต้องใช้ฟูลทีม นายชัยวัฒน์เองก็ลงพื้นที่ตลอด

เมื่อถามว่า ให้คะแนนนายชัชชาติเท่าไหร่ สำหรับ 4 ปีที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายชัชชาติให้คะแนนตัวเองไปแล้ว อย่าให้ตนไปให้คะแนนท่านเลย แต่ต้องชื่นชมทีมของนายชัชชาติทำงานได้ดี เป็นที่ยอมรับของชาวกรุงเทพฯ หลายคน แต่ตนไม่ได้ออกมาบอกว่าดีกว่าใคร แต่พรรคประชาชนมีจุดแข็งจริงๆ ปัญหาของกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ว่าฯ คนหนึ่งจะเข้ามาแก้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ไปแบบฟูลทีม

เมื่อถามว่า การันตีได้หรือไม่ว่าผู้สมัคร  สก. รอบนี้จะไม่มีคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนการันตีได้หนึ่งอย่างว่าหากผู้สมัครของเราไม่ได้ปฏิบัติตามวินัยพรรค หรือไม่ครองตนอย่างเหมาะสม มีความประพฤติไม่ดี เราพร้อมจัดการคนของเราทันที พรรคประชาชนทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ชวนคนทุกคนที่เป็นคนธรรมดามาทำงานการเมืองด้วยกัน  ฉะนั้น เราทำงานการเมืองแบบเปิดกว้าง พื้นหลังของผู้สมัครแต่ละคนเราก็มีกระบวนการในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนมั่นใจวันนี้เริ่มการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สก.ไปแล้ว เชิญชวนทุกคนให้มาตรวจสอบอย่างเต็มที่ ถ้าใครที่ทุกท่านเห็นว่ามีประวัติไม่เหมาะสม แจ้งมาได้เลย เราพร้อมที่จะตรวจสอบและดำเนินการกับคนของเราเอง

“ก็อยากชวนทุกคนคิดเหมือนกัน ว่าที่ผ่านมา ต้องบอกว่านักการเมืองหรือตัวแทนจากพรรคอื่น ผมเชื่อว่าทุกคนก็มองเห็นว่ามีปัญหาไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้น ก็อยากให้ทุกคนเรียกร้องกับพรรคการเมืองอื่นเช่นเดียวกับที่เรียกร้องกับพรรคประชาชน เราอยากให้ทุกพรรคการเมืองจัดการคนของตัวเอง ถ้าใครที่มีข่าวปัญหาสีเทา การยุ่งเกี่ยวยาเสพติด หรือการทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าพรรคการเมืองนั้นลงโทษคนของตัวเอง ก็จะทำให้การเมืองดียิ่งขึ้นได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่นายชัยวัฒน์ ประกาศไม่มีป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนต้องย้ำว่าไม่มีป้ายในที่นี้หมายถึงแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. แต่ สก. ซึ่งหมายเลขต่างกันในแต่ละเขต เพื่อป้องกันการสับสน ก็อาจจะมีการติดป้ายบางส่วน ตนมองว่าเป็นเรื่องดี เราชวนทุกคนมาคิด การเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายคนอาจจะมีปัญหาที่เจอว่าผู้สมัครบางคนไปติดป้ายบนพื้นที่ทางเท้าแล้วอาจจะรบกวนการสัญจรหรือไม่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่นายชัยวัฒน์ทำให้เห็น เปลี่ยนวิธีการหาเสียงให้ง่ายขึ้นกับประชาชน.