วันที่ 11 พ.ค. 69 “เดลินิวส์” ได้จัดงาน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026 ภายใต้หัวข้อ “AICONOMIC DISRUPTION: เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ” ต้องปรับตัวอย่างไร โดยเชิญผู้บริหารระดับไอคอนิก  ที่คุ้นเคยกับ AI มาร่วมแชร์ไอเดีย ถอดบทเรียนจากองค์กรและธุรกิจที่ใช้ AI พลิกเกมการแข่งขัน  การทำธุรกิจให้อยู่รอดและสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง  ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยงานจัดขึ้น ที่ ห้องบอลรูม 2 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

นายปฤณ จำเริญพานิช Founder & CEO AEIOU Solution Co.,Ltd เปิดเผยว่า ชื่อบริษัท AEIOU ย่อมาจาก Artificial and Emotional Intelligence of You ซึ่งมีความเชื่อว่า ในปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะต้องมาคู่กับมนุษย์ และมองว่า เอไอไม่ใช่เรื่องยาก ปัจจุบันจึงเน้นให้บริการด้านการเป็นที่ปรึกษา และการจัดอบรมมีหลักสูตรที่จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารรุ่นใหญ่ อายุ 70-80 ปี โดยกลุ่มผู้บริหารมักมีคำถามสำคัญคือ AI ทำอะไรได้บ้าง และกังวลว่าเด็กรุ่นใหม่จะตกงานหรือไม่

“โดยส่วนตัวมองว่า AI ในยุคนี้ต้องการคำถามที่ดี ซึ่งคำถามที่ดียังคงต้องอาศัยประสบการณ์ชีวิตที่มากพอ ดังนั้นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ จึงสามารถตั้งคำถามกับ AI ได้ดีกว่าที่หลายคนคิด เหมือนกับไอน์สไตน์ ที่ตาบอดและอยู่ในห้องใต้ดิน คือมีความเก่งกาจและมีความสามารถมหาศาล แต่การจะดึงความสามารถนั้นออกมาให้ได้มากที่สุด มนุษย์ต้องระบุเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัดเจน เพราะ AI ขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงและการทำงานจริง ซึ่งเป็นจุดที่มนุษย์ยังคงมีความสำคัญ”

สำหรับภาพวันนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดเอไอยุคแรกไปสู่เจนเอไอ หรือแชตจีบีที ที่สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา แต่จำกัดเรื่องความถูกต้องหรือมั่วแบบมั่นใจ จนเริ่มคิดเป็นขั้นเป็นตอน และเราฝึกให้เก่งเฉพาะทาง จนยุคที่ห้า เอไอสามารถทำงานข้ามโปรแกรมและตัดสินใจเองได้ เช่น การสั่งให้ค้นหาข้อมูล สรุปใส่กูเกิลชีต ทำสไลด์ในแคนวา และส่งอีเมลหาลูกค้าให้จบในตัวเดียว

ทั้งนี้ จึงคาดการณ์ว่าอีกไม่เกิน 2 ปี เอไอจะเริ่มคล้ายมนุษย์มากขึ้น จะเริ่มมองเห็นและเข้าใจรูปภาพเหมือนมนุษย์ (เช่น ดูแคลอรีจากรูปอาหาร) และเริ่มแสดงออกถึงความเห็นใจได้เสมือนจริง ในอนาคตบริษัทต่าง ๆ จะมี “AI Company” ที่มีร่างเหมือนมนุษย์ ทั้งผิวสัมผัสและอุณหภูมิร่างกาย เพื่อเข้ามาเป็นผู้ช่วยในออฟฟิศ 

แต่ข้อจำกัดคือ แม้ AI จะเก่งขึ้น แต่สิ่งที่เลียนแบบยากที่สุดคือ ความซับซ้อนของร่างกายมนุษย์ เช่น การเคลื่อนไหวมือ และความเชื่อใจ Trust เพราะ AI เพียงแค่แสร้งว่ารู้สึก ผ่านการจับข้อมูล แต่ไม่ได้มีความรู้สึกหรือความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์เหมือนมนุษย์

“ตอนนี้เอไอเป็นการเปลี่ยนยุคสมัยจากตอนที่มนุษย์ค้นพบเครื่องจักร ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต มือถือ จนวันนี้เข้าสู่ยุคเอไอ โดยที่ในทุกยุคมีอาชีพหายไป และเอไอทำให้มีอาชีพเกิดใหม่ ซึ่งทำให้เกิดอัตราเร่งที่เปลี่ยนไวมากที่ตามยังไงก็ไม่ทัน แต่จะสังเกตว่า หากมีทักษะพื้นฐานในการใช้งานจะไม่เปลี่ยน เหมือนกับการขับรถ ที่ถึงแม้รถจะเปลี่ยนประเภทไป แต่หลักการควบคุมยังคงเดิม โดยที่ AI สามารถทำงานทุกอาชีพได้ในระดับค่ามาตรฐาน แต่คนที่จะรอดคือคนที่เก่งกว่าค่ามาตรฐาน สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI และต่อยอดงานได้ เช่น จากเดิมที่เป็นคนลงมือทำ ต้องเปลี่ยนมาเป็น “คนขับ” หรือผู้สั่งการ AI ให้ทำงานแทน เหมือนมีกองทัพ AI เป็นลูกน้องจำนวนมาก”

อย่างไรก็ตาม ทิศทางหลังจากนี้ อยากเห็นการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นการเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตมากกว่าการยึดติดกับอดีต เช่น มีหลักสูตรการทำธุรกิจที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เผชิญความล้มเหลวและเรียนรู้จากสถานการณ์จริง นอกจากนี้ต้องทำความเข้าใจโครงสร้างองค์กรและการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเท่านั้น และสิ่งที่โดดเด่นคือการสนับสนุนให้เยาวชนเร่งพัฒนาทักษะประสบการณ์และความเป็นมนุษย์ เช่น ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ 

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกับ AI ที่มีความเชี่ยวชาญสูงนั้น แทนที่เราจะตื่นตระหนกกับความเก่งกาจของระบบเหล่านี้ เราควรฝึกฝนทักษะในการรู้จักใช้งาน และควบคุม AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงาน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การรักษาบทบาทของมนุษย์ ในฐานะผู้กำหนดทิศทาง และเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการให้เทคโนโลยีทำงานตามเป้าหมายที่ต้องการ