นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมี พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พร้อมคณะผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ และเครือข่ายเกษตรกรให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอทิศทางการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” ของประเทศ ผ่านการยกระดับสมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ระบบสุขภาพมาตรฐาน และต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับสากลนั้น
โดย นายพัฒนา ได้เปิดแนวคิดผลักดันอภัยภูเบศร เดินเกมเชิงรุกด้านการตลาดและการขยายอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย โดยย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพ งานวิจัย และชื่อเสียงที่พัฒนายาสมุนไพรมาอย่างยาวนาน พร้อมชี้ว่าความท้าทายสำคัญคือการขายและช่องทางตลาด เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้กลายเป็นรายได้ใหม่เข้าสู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ

นายพัฒนา กล่าวว่า ได้ยินชื่อเสียงของอภัยภูเบศรมายาวนาน และมีความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านการผลิตและวิจัยสมุนไพรไทย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ แต่ที่ผ่านมาอภัยภูเบศรอาจมีบทบาทในฐานะ นักวิจัย นักผลิต และนักคิด มากกว่านักการตลาด จึงต้องเร่งวางยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มยอดขาย และขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ถ้าโรงพยาบาลของรัฐสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยมากขึ้น ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศ จากเดิมอาจต้องซื้อยา 100 บาท เหลือเพียง 40 บาท แต่สิ่งสำคัญอีกด้านคือ การนำเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบ ด้วยการนำสินค้าของรัฐออกไปขายให้ภาคเอกชนและตลาดใหม่ ๆ
นายพัฒนา กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือการประเมินกำลังการผลิตอย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นศักยภาพว่าปัจจุบันสามารถเพิ่มยอดขายได้อีกเท่าใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากมีนโยบายสนับสนุนเกิดขึ้นจริง ความต้องการใช้สมุนไพรจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องวางแผนทั้งระบบ ตั้งแต่กำลังการผลิต ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานสมุนไพรจากเกษตรกร เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาพยาบาล แต่เป็นอุตสาหกรรมสุขภาพ ที่ต้องบริหารแบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ

ในด้านการตลาด นายพัฒนา เสนอให้มองหาตลาดเฉพาะที่มีศักยภาพสูง โดยยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์สเปรย์สมุนไพรแก้ปวด “มัสคูล สเปรย์” จากสมุนไพรกระดูกไก่ดำ ที่เหมาะกับกลุ่มกีฬาและกิจกรรมที่มีแรงกระแทก หรือ Sports Impact ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ตลาดมวยไทย สมาคมกีฬา และเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ เช่น ONE Championship ได้ นายพัฒนา ยังกล่าวถึงบทบาทของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า ควรมีการประเมินตัวเลขการจัดซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรในระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อดูศักยภาพการเติบโต และวางแผนการสนับสนุนเชิงนโยบายในอนาคต ทั้งนี้ ปัจจุบันอภัยภูเบศรมีการรับซื้อสมุนไพรจากเกษตรกรและภาคเอกชนราว 71 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมด สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลในการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและภาคการเกษตรในประเทศได้

ด้าน พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล เปิดเผยว่า ปัจจุบันอภัยภูเบศรสามารถพัฒนางานสมุนไพรได้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมการรักษาผู้ป่วย งานวิจัยทางคลินิก การพัฒนามาตรฐานการผลิตระดับ GMP PIC/S และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2568 โรงพยาบาลมีมูลค่าการจ่ายยาสมุนไพรสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ สะท้อนการยอมรับของระบบบริการสุขภาพต่อสมุนไพรไทยอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในโมเดลสำคัญคือ “อภัยภูเบศรโมเดล” ที่เชื่อมโยง Clinical Platform และ Translation & Innovation Platform เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากโจทย์จริงของผู้ป่วย สู่ผลิตภัณฑ์มาตรฐานที่มีข้อมูลวิชาการรองรับและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ โดยมุ่งสร้างทั้งสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจฐานสมุนไพรควบคู่กัน
พญ.วลีรัตน์ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์สมุนไพรเด่น จากงานวิจัยและการใช้จริงในระบบบริการ ได้แก่ “มัสคูล สเปรย์” ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อจากสมุนไพรกระดูกไก่ดำ เพื่อต่อยอดในอุตสาหกรรมกีฬาและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ระดับโลก และ “อภัย-บี กลีบบัวแดง” ตำรับสมุนไพรเพื่อการผ่อนคลายและส่งเสริมคุณภาพการนอน ซึ่งมีการศึกษาด้านสมองและความจำ และพบแนวโน้มช่วยชะลอความเสื่อมของสมองและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ “เราอยากผลักดันผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้าสู่ Guideline ทางการแพทย์ เพื่อใช้ทดแทนการนำเข้ายาในโรคพื้นฐานที่มีงานวิจัยรองรับ เช่น ขมิ้นชันในผู้ป่วยกลุ่มอาการระบบทางเดินอาหาร (Functional Dyspepsia) หรือ สเปรย์กระดูกไก่ดำในกลุ่มอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อเส้นเอ็น (Soft Tissue Injury) ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศแต่ยังช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มความมั่นคงทางยาให้ประเทศได้ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” พญ.วลีรัตน์ กล่าว



