เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมกับ สส.พรรคประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ รับเรื่องร้องเรียนจาก เครือข่ายเกษตรกร 19 จังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยนายณัฐชา กล่าวว่า ตนเคยทวงถามการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในสภาแล้ว และเคยยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่แล้วหรือรัฐบาลนี้ และเคยเรียกร้องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมประมง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่จะมาดูเรื่องงานวิจัยเกี่ยวกับการกำจัดการแพร่ระบาดในครั้งนี้ และกระทรวงมหาดไทยที่ต้องเร่งดำเนินการไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

นายณัฐชา กล่าวว่า แต่ทุกวันนี้ประชาชนได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น พบปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อปลากะพง และพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี มีความวิตกกังวลในเรื่องของปริมาณและเรื่องปลาหมอคางดำที่เข้ามาตลอดแนวชายฝั่ง หรือแม้กระทั่ง จ.สงขลา แหล่งอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำจืดที่ทะเลสาบสงขลา ที่ยังเป็นห่วงอย่างยิ่งว่ากำลังจะถูกรุกรานจากปลาหมอคางดำ เราเคยนำเสนอไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ และมีการพูดคุยไปถึงเรื่องของรัฐบาลกำลังจะมีการเร่งรัดขออนุมัติงบกลางจำนวนกว่า 6,000 ล้านบาทไปดำเนินการซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกร

“ผมไม่ติดขัดเรื่องของการแจกปุ๋ยให้กับเกษตรกร แต่ติดขัดคือปุ๋ยที่นำมาแจกนั้นนำมาจากที่ใด ในเมื่อเกษตรกรชาวประมงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยังอยู่ในความลำบากจากปลาหมอคางดำ ท่านไม่มีแม้แต่มาตรการที่หันมาเหลียวแลเกษตรกรเหล่านี้ว่าจะมีการกำจัดหรือรับซื้อปลาหมอคางดำไปแปรรูป หรือกำจัดหรือทำปุ๋ยส่งต่อให้กับเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูก ไม่มีการพูดคุย หรือพูดถึงในเรื่องนี้เลย นี่คือความเจ็บช้ำความเจ็บปวดของเกษตรกรคนไทยอย่างยิ่ง” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้น สส. ในสภาผู้แทนราษฎรรวมไปถึงเครือข่ายชาวประมงเคยประกาศและบอกผู้มีอำนาจทั้งหมดไปแล้วว่าจะลุกลามหนักขึ้นกว่าเดิม เปรียบเทียบได้เป็น 2-3 เท่า กว่าช่วงเริ่มต้น เพราะขาดความจริงใจจริงจังจากผู้บริหาร วันนี้ตัวแทนเกษตรกรประกาศชัดว่าขอคำตอบจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาตรการความช่วยเหลือ และคำตอบอย่างชัดเจนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารสูงสุดว่าจะมีมาตรการแก้ไขวาระแห่งชาติ ที่ประชาชนทุกระดับเผชิญอยู่นี้ได้อย่างไร และขอคำตอบใน 30 วัน

ด้านนายปัญญา โตกทอง ตัวแทนเกษตรกรบางขุนเทียน กล่าวว่า เกษตรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่เจอปัญหาปลาหมอคางดำมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ผ่านมาหลายปีก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ จนมีหลายคนปลิดชีพตัวเอง ส่วนที่มีการจัดสัมมนาต่างๆ ก็มีแต่ผู้รู้ แต่ไม่มีผู้เดือดร้อน และผู้รู้เหล่านั้นก็รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่รู้อยู่เรื่องเดียวคือใครนำปลาหมอคางดำเข้ามา ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญแก้ปัญหาผักตบชวา แต่เรื่องปลาหมอคางดำ มีงบไม่ถึง 500 ล้านบาท ย้ำว่าจะแก้อย่างไรก็ทำ แต่ขอให้ทำจริงจัง เพราะปลาหมอคางดำเกิดง่าย เกิดเยอะ โตช้า กินไม่หยุด ดังนั้นรัฐต้องแก้ปัญหาแบบมีเป้าหมาย ไม่เช่นนั้นสุดท้ายประเทศไทยจะมีเพียงปลาหมอคางดำให้กินเพียงชนิดเดียว ตอนนี้ก็บุกทะเลแล้ว ย้ำว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรม ชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อยโดนหมด แต่นายทุนทำผิด ไม่โดนอะไรเลย

นายพีระ วงษ์เจริญ ตัวแทนเกษตรกรภาคตะวันออก กล่าวว่า เรามีมาตรการที่เคยเรียกร้องต่อรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2568 จนถึงวันนี้ ยังไม่พบมาตรการที่จะมาเยียวยาแก้ไขปัญหาเกษตรกร ชาวประมงได้เลย เช่น เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษก็ยังไม่พบ ส่วนการประกาศภัยพิบัติก็มีเฉพาะเขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เขตอื่นยังไม่มีการประกาศ ซึ่งเราอยากให้ประกาศเพราะกระจายตัวไปทั่วประเทศ สำหรับแผนวาระแห่งชาติปี 2567-2570 ก็ไม่สามารถทำงานได้ และขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน กลายเป็นระบบราชการสั่งการ เออออห่อหมก ทำกันเอง ใช้งบสูญเปล่า ย้ำว่าต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมสัดส่วน 2 ใน 3 เพื่อดำเนินการบริหารจัดการตามมาตรการ ใช้ภาคประชาชนเป็นส่วนนำ ภาครัฐเป็นส่วนหนุน นอกจากนี้ยังต้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เร็ว ทั้งนี้หากไม่มีการดำเนินการอะไร เราจะยกระดับไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะเราอยู่ไม่ได้แล้ว ภายใต้สภาวะที่วิกฤติซ้อนวิกฤติ รัฐบาลต้องเข้าใจเราด้วย

ด้านนายยอดชาย พึ่งพร สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ที่พัทยาก็พบปลาหมอคางดำในทะเล และทำให้นักท่องเที่ยวเกิดภาวะกลัวปลาหมอคางดำ ไม่กล้าลงน้ำ จึงต้องทำความเข้าใจว่าสามารถทำกิจกรรมในทะเลได้ปกติ เพราะปลาหมอคางดำไม่ทำร้ายคน ขอวอนรัฐบาลทำความเข้าใจสื่อสารกับประชาชน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน เพื่อจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

นายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ ทนายความ หนึ่งในคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พบว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนจริง ซึ่งเบื้องต้นได้รับเรื่องร้องเรียนขอความช่วยเหลือมา 6 จังหวัด และปัจจุบันของ จ.สมุทรสงคราม ได้ยื่นฟ้องในคดีสิ่งแวดล้อม ไปที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลได้มีคำสั่งรับเป็นคดีแบบกลุ่มแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ว่ามีคำสั่งเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นหรือไม่ ถ้ารับดำเนินคดีแบบกลุ่ม ก็จะดำเนินการสืบพยานต่อไป หากศาลให้ความเห็นแย้ง ก็จะเป็นการดำเนินคดีแบบสามัญหรือแบบแยกเป็นรายบุคคล โดยหลังจากนี้จะเป็นการฟ้องร้องคดีในส่วนจังหวัดที่เหลือ

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน กล่าวว่า ในสมัยประชุมที่แล้วตนได้ยื่นญัตติด่วนผลักดันให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติวันนี้จึงอยากมา ทวงถาม อยากเห็นความจริงใจและจริงจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้ หากยังเป็นเช่นนี้วาระแห่งชาติจะสำเร็จชาตินี้หรือชาติหน้า หากทำไม่สำเร็จไม่ใช่ประชาชนและชาวประมงเดือดร้อน หลายคนเสียชีวิตจากปัญหานี้ อีกทั้งปัญหาจะข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องใหญ่อีก รวมถึงการเยียวยาประชาชน ประกาศเป็นภัยพิบัติที่ยังคาอยู่ในหลายจังหวัด ส่วนผู้กระทำความผิดชาวบ้านร้านตลาดรู้ทั้งหมดแต่หน่วยงานรัฐไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ที่อยากเรียกร้อง ไม่อยากให้ชาวบ้านรู้สึกว่าชาวบ้านทำอะไรก็ผิดแต่นายทุนไม่ผิด อยากให้รัฐบาลรีบเร่งแก้ไขให้ความจริงใจกับการแก้ปัญหานี้ก่อนที่กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะหายไปจากประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดแต่ทำอะไรไม่ได้ใช่หรือไม่ นายณัฐชา กล่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น คนไทยทั้งประเทศก็รู้ว่า ใครเป็นผู้นำเข้าและผู้กระทำความผิด แต่หน่วยงานของรัฐไม่รับรู้ ทั้งที่เป็นกุญแจสำคัญและกลไกหลักที่จะยืนยันได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้นำเข้า ใครกันแน่ที่เป็นผู้กระทำผิด เป็นต้นตอเหมือนที่กรมประมงออกมายืนยันทันทีว่าปลาในกระป๋องเป็นปลานิล เรื่องนี้กรมประมงก็เป็นคนที่จะยืนยันได้ แต่กรมประมงไม่กล้ายืนยันอะไรเลย กระบวนการทางศาลก็ฟ้องไปแล้ว เมื่อคำตัดสินออกมาก็จะยิ่งชัดขึ้น

นายณัฐชา กล่าวว่า วันนี้เราฟ้องหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้หน่วยงานของรัฐ แล้วจะเอาคำพิพากษาตรงนั้นมายืนยัน ซึ่งในการฟ้องเอกชน เราก็ดำเนินการด้วยในการฟ้องแพ่ง ซึ่งในขณะนี้เอกชนที่เป็นจำเลยก็ดำเนินการคัดค้านอยู่ และอยู่ในชั้นอุทธรณ์.